บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง (packaging for dried foods)
เพื่อให้อาหารแห้ง (dried food) ซึ่งผ่านการทำแห้ง (dryhydration) ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นผง เป็นก้อนหรือเป็นชิ้น มีwater activityน้อนกว่า 0.6 คุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง 1.สามารถป้องกันความชื้น(moisture barier) บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้งจะต้องป้องกันการดูดกลับความชื้น (water vapor transmission rate) ต่ำ ซึ่งค่านี้ ขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพ ตลอดจนความหนาของวัสดุที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์
2.สามารถป้องกันอากาศ อากาศโดยเฉพาะออกซิเจน เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดปฎิกิริยาทางเคมี เช่น lipid oxidation ซึ่งทำให้อาหารเกิดกลิ่นหืน และยังเป็นผลให้อาหารสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะกรดไขมันที่จำเป็น (essential fatty acid) บรรจุภัณฑ์อาหารแห้งที่ดี จะต้องสามารถป้องกันก๊าซออกซิเจน จากสภาวะอากาศรอบๆผ่านเข้าไปในภาชนะบรรจุ นอกจากนี้อาจใช้สารดูดซับออกซิเจน (oxygen absorber) เพื่อช่วยดูดซับออกซิเจนที่มีอยู่แล้วในบรรจุภัณฑ์ก่อนปิดผนึก และจะซึมผ่านบรรจุภัณฑ์ระหว่างการเก็บรักษา 3.มีความทนทานต่อการกดหรือการกระแทก บรรจุภัณฑ์อาหารแห้งที่ดีจะต้องทนต่อการกด การกระแทกได้ดี ทั้งนี้เนื่องจากเนื้ออาหารแห้งมักแข็ง เปราะ แตกง่าย และมีส่วนแหลมคมสามารถทิ่มทงภาชนะบรรจุได้ วัสดุบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง วัสดุบรรจุภัณฑ์ (packaging material) ที่เหมาะสมสำหรับอาหารแห้งได้แก่
ที่มา : http://www.foodnetworksolution.com/vocab/word/1598 ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php
|
|||
คลื่น"ไมโครเวฟ"กับสารตกค้าง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ต้องไม่มองข้าม
คลื่น"ไมโครเวฟ"กับสารตกค้าง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ต้องไม่มองข้าม วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา 0:00 น. การบริโภคอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อหาได้สะดวกกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุกสมัยนี้ โดยเฉพาะคนเมืองที่มีเวลาเป็นตัวกดดัน การฝากท้องไว้กับอาหารกล่องแช่แข็งจึงเป็นทางเลือกที่เลี่ยงไม่ได้...ทำให้เตาอบ ไมโครเวฟ กลายเป็นแม่ครัวประจำบ้านที่พร้อมเสริฟเมนูจานร้อนโดยใช้เวลาเพียง ไม่กี่นาที
การอุ่นอาหารแช่แข็งให้ร้อนจากการทำงานของไมโครเวฟ มีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด
ผศ.ดร.จิรารัตน์ ทัตติยกุลภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงเรื่องนี้ให้ฟังว่า ไมโครเวฟ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าภายในเตาไมโครเวฟ จะมีส่วนประกอบสำคัญคือ แมกนิตรอนที่เป็นตัวกำเนิดคลื่นไมโครเวฟ โดยไมโครเวฟที่ใช้กันจะมีอยู่ 2 ช่วงความถี่คลื่น คือ 2,450 เมกะเฮิรตซ์ กับความถี่คลื่น 950 เมกะเฮิรตซ์ จะเป็นเตาไมโครเวฟที่ใช้ในครัวเรื่อน
"คลื่นไมโครเวฟดังกล่าวจะพุ่งเข้าสู่อาหารทุกทิศทุกทางโดยรอบของเตาไมโครเวฟ เมื่อคลื่นไปกระทบอาหาร ทำให้โมเลกุล หรืออนุภาคที่มีประจุ เช่น น้ำ ที่มีทั้งประจุบวกและประจุลบในโมเลกุล หรือ อิออนของเกลือที่มีประจุบวก หรือ ประจุลบเกิดการสั่นหรือเคลื่อนที่ กลับไปกลับมา ในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยความถี่ 2,450 เมกะเฮิรตซ์ หรือ เท่ากับ 2,450 ล้านครั้งต่อวินาที ทำให้เกิดการเสียดสีกันของโมเลกุลที่เป็นองค์ประกอบของอาหาร จึงเกิดความร้อนและทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เวลาที่ใช้ในการประกอบอาหารจึงสั้นกว่าการใช้เตาแบบธรรมดา ทำให้ผู้คนหันมาใช้ไมโครเวฟในการอุ่นอาหารกันมากเพราะประหยัดเวลาไปได้มาก"
ความร้อนของเตาไมโครเวฟจะเพิ่มขึ้นเร็วขึ้นหรือช้าลงนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้น หรือปริมาณเกลือ รูปร่าง จำนวน และมวลของอาหารที่ใส่เข้าไป โดยปกติการให้ความร้อนโดยไมโครเวฟ จะทำให้ทุกจุดในอาหารมีความร้อนเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอกันแต่สำหรับอาหารที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมหรือมีขอบ อาจสุกที่บริเวณขอบและเหลี่ยมก่อนได้ เนื่องจาก ได้รับคลื่นไมโครเวฟ 2 หรือ 3 ด้านพร้อมกัน
"การทำงานของไมโครเวฟคือ การชักนำให้โมเลกุลและอนุภาคที่มีประจุเคลื่อนที่เสียดสีกันจนเกิดความร้อนขึ้นมา เมื่อปิดสวิตช์ของเตาไมโครเวฟลง จะไม่มีคลื่นไมโครเวฟหลงเหลืออยู่ในอาหาร จะเหลือแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คลื่นไมโครเวฟทำงาน ซึ่งก็คือความร้อนในอาหารเท่านั้น อาหารจึงไม่มีสิ่งตกค้างอย่างที่หลายๆคนเป็นกังวลกัน เพราะไมโครเวฟ ไม่ได้ก่อให้เกิดสารปนเปื้อน ไม่ได้ชักนำ
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแตกตัวของโมเลกุล จึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย"
รวมทั้งการจ้องมองในขณะที่ไมโครเวฟทำงานอยู่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายแต่อย่างใด เพราะจริงๆแล้วการทำงานของไมโครเวฟไม่ได้มีแสงเกิดขึ้นแต่แสงที่เห็นภายในเตาไมโครเวฟนั้นเป็นแสงมาจากหลอดไฟที่ผู้ผลิตติดตั้งไว้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นวัตถุภายในไมโครเวฟ แต่ไม่ควรจ้องมองเป็นเวลานานจนเกินไป
ทั้งนี้สิ่งสำคัญไปกว่าการทำงานไมโครเวฟ คือ ภาชนะที่ใช้บรรจุอาหารใส่เข้าไปในไมโครเวฟ
ผศ.ดร.จิรารัตน์ กล่าวว่า ภาชนะที่ใช้กับไมโครเวฟควรเป็นภาชนะที่ทำจากวัสดุที่มีจุดหลอมเหลวสูง คือ มีการหลอมละลายช้า และทนต่อความร้อน จำพวกแก้ว เซรามิก รวมทั้งพลาสติกบางขนิดสามารถใช้ได้กับไมโครเวฟเพราะถ้าหากใช้พลาสติกที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ เมื่อไมโครเวฟทำงาน เกิดความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้พลาสติกหลอมละลายได้หรืออาจทำให้สารอื่นๆ ที่อยู่ในภาชนะนั้น ปนเปื้อนออกมาในอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายกับผู้บริโภค โดยพลาสติกที่สามารถนำมาใช้กับไมโครเวฟได้ จะเป็นพลาสติกที่อยู่ในกลุ่มของ พอลิโพรพอลีน (Poloy-propylyne:PP)หรือที่เรียกกันติดปากว่า"เพ็ท"(PET) ซึ่งจะมีสัญลักษณ์อยู่ใต้บรรจุภัณฑ์ รวมทั้งต้องมีคำบ่งชี้ว่า ไมโครเวฟ เซฟ(Micro-wavw Save) หรือ ไมโครเวฟเอเบิล(Microwave able)ระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์ด้วย ถึงจะนำมาใช้กับเตาอบไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย
"ในส่วนของภาชนะ ที่มีสีสันและลวดลายนั้น ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้กับเตาอไมโครเวฟ เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่า สีที่นำมาใช้วาดลวดลายเหล่านั้น มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรหลีกเลี่ยงภาชนะที่มีการเคลือบลวดลายไว้ด้านใน ที่มีโอกาสสัมผัสกับอาหารอาจทำให้มีสารปนเปื้อนแพร่ลงสู่อาหารได้"
สำหรับผู้ที่นิยมบริโภคอาหารแช่แข็ง ตรงนี้ให้สังเกตุที่ใต้บรรจุภัณฑ์อาหารนั้นๆ ถ้ามีคำว่า ไมโครเวฟเอเบิล หรือ ไมโครเวฟเซฟ ส่วนใหญ่จะปลอดภัยซึ่งถ้ามีพลาสติกที่เคลือบอยู่ด้านบนเมื่อเปิดฝาออกมาแล้ว ให้เอาพลาสติกที่เคลือบนั้นออกให้หมด ก่อนที่จะนำเข้าไมโครเวฟ
หากเป็นบรรจุภัณฑ์ ชนิดที่ต้องมีการเจาะรูที่พลาสติกก่อนนำเข้าเตาไมโครเวฟ เพื่อไม่ให้กล่องระเบิดนั้น ถ้าไม่มั่นใจว่าพลาสติกที่ใช้บรรจุอาหาร ปลอดภัยให้นำอาหารออก มาใส่ภาชนะที่เป็นแก้วหรือเซรามิกก่อน แล้วค่อยนำไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ
"ห้าม ใช้ภาชนะที่เป็นโลหะทุกชนิดกับเตาไมโครเวฟ หรือภาชนะที่มีขอบเป็นส่วนผสมของโลหะ เพราะโลหะจะสะท้อนคลื่น ทำให้คลื่นไม่สามารถพุ่งผ่านไปได้และถ้ามีโลหะ 2 ชิ้น อยู่ใกล้กันอาจทำให้เกิด ประกายไฟในเตาอบไมโครเวฟขึ้นได้อีกด้วย"
นอกจากนี้ ไม่ควรใช้วัสดุจำพวกเมลามีน หรือฟิล์มพลาสติกถนอมอาหารหรือที่เรียกกันติดปากว่า แร็ป ในการห่ออาหารหรือหุ้มภาชนะก่อนจะเอาเข้าไมโครเวฟเนื่องจาก เมลามีน ดูดซับพลังงานจากไมโครเวฟได้ดี และอาจร้อนเร็วกว่าอาหาร ทำให้เกิดการหลอมละลายได้ง่าย ส่วนแร็ปเป็นพลาสติกชนิดที่หลอมเหลวได้ง่ายเช่นกัน จึงควรหลีกเลี่ยงเปลี่ยนเป็นใช้ฝาปิด ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้กับไมโครเวฟโดยเฉพาะดีกว่า มีความปลอดภัยมากกว่า
อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร แนะนำทิ้งท้ายว่า "ภาชนะที่ใส่อาหารแช่แข็งเมื่อนำไปอุ่นกับไมโครเวฟแล้ว ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำบ่อยๆ มีงานวิจัยพบว่ากล่องพลาสติกที่ถูกนำกลับมาใช้กับไมโครเวฟในจำนวนมากครั้ง จะมีความแข็งแรงและความคงทนต่อความร้อน และความปลอดภัย ลดลง แต่การแพร่ของสารที่ออกมาสู่อาหารได้จะมีมากขึ้น จึงควรนำกลับมาใช้เพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น แต่สามารถนำไปใส่อาหารหรือเก็บอาหารแทนได้
ที่มา : มุมวาไรตี้ เดลินิวส์ออนไลน์
ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php
|
|||
ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้
ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้โดยทั่วไป เราสามารถแบ่งกลไกการย่อยสลายของพลาสติกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ การย่อยสลายได้โดยแสง (Photodegradation) การย่อยสลายโดยแสงมักเกิดจากการเติมสารเติมแต่งที่มีความว่องไวต่อแสงลงในพลาสติกหรือสังเคราะห์โคพอลิเมอร์ให้มีหมู่ฟังก์ชันหรือพันธะเคมีที่ไม่แข็งแรง แตกหักง่ายภายใต้รังสี (UV) เช่น หมู่คีโตน (Ketone group) อยู่ในโครงสร้าง เมื่อสารหรือหมู่ฟังก์ชันดังกล่าวสัมผัสกับรังสียูวีจะเกิดการแตกของพันธะกลายเป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ซึ่งไม่เสถียร จึงเข้าทำปฏิกิริยาต่ออย่างรวดเร็วที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการขาดของสายโซ่ แต่การย่อยสลายนี้จะไม่เกิดขึ้นภายในบ่อฝังกลบขยะ กองคอมโพสท์ หรือสภาวะแวดล้อมอื่นที่มืด หรือแม้กระทั่งชิ้นพลาสติกที่มีการด้วยหมึกที่หนามากบนพื้นผิว เนื่องจากพลาสติกจะไม่ได้สัมผัสกับรังสียูวีโดยตรง การย่อยสลายทางกล (Mechanical Degradation) โดยการให้แรงกระทำแก่ชิ้นพลาสติกทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกแตกออกเป็นชิ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้โดยทั่วไปในการทำให้พลาสติกแตกเป็นชิ้นเล็กๆ การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative Degradation) การย่อยสลายผ่าน)ฏิกิริยาออกซิเดชันของพลาสติก เป็นปฏิกิริยาการเติมออกซิเจนลงในโมเลกุลของพอลิเมอร์ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติอย่างช้าๆ โดยมีออกซิเจน และความร้อน แสงยูวี หรือแรงทางกลเป็นปัจจัยสำคัญ เกิดเป็นสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (hydroperoxide, ROOH) ในพลาสติกที่ไม่มีการเติม สารเติมแต่งที่ทำหน้าที่เพิ่มความเสถียร (stabilizing additive) แสงและความร้อนจะทำให้ ROOH แตกตัวกลายเป็นอนุมูลอิสระ RO และ OH) ที่ไม่เสถียรและเข้าทำปฏิกิริยาต่อที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นในปัจจุบันทำให้พอลิโอเลฟินเกิดการย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชันกับออกซิเจนได้เร็วขึ้นภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยการเติมสารเติมแต่งที่เป็นเกลือของโลหะทรานสิชัน ซึ่งทำหน้าที่คะตะลิสต์เร่งการแตกตัวของสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (Hydroperoxpide, ROOH) เป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ทำให้สายโซ่พอลิเมอร์เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลรวดเร็วยิ่งขึ้น การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (Hydrolytic Degradation) การย่อยสลายของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์ เช่น แป้ง พอลิเอสเทอร์ พอลิแอนไฮดรายด์ พอลิคาร์บอเนต และพอลิยูริเทน ผ่านปฏิกิริยาก่อให้เกิดการแตกหักของสายโซ่พอลิเมอร์ ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ใช้คะตะลิสต์ (Catalytic hydrolysis) และไม่ใช้คะตะลิสต์ (Non-Catalytic Hydrolysis) ซึ่งประเภทแรกยังแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ แบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายนอกโมเลกุลของพอลิเมอร์เร่งให้เกิดการย่อยสลาย (External Catalytic Degradation) และแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากจากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์เองในการเร่งให้เกิดการย่อยสลาย (Internal catalytic degradation) โดยคะตะลิสต์จากภายนอกมี 2 ชนิด คือ คะตะลิสต์ที่เป็นเอนไซม์ต่างๆ (Enzyme) เช่น Depolymerase lipase esterase และ glycohydrolase ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางชีวภาพ และคะตะลิสต์ที่ไม่ใช่เอนไซม์ (Non-enzyme) เช่น โลหะแอลคาไลด์ (alkaline metal) เบส (base) และกรด(acid) ที่มีอยู่ในสภาวะแวดล้อมในธรรมชาติ ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางเคมี สำหรับปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์นั้นใช้หมู่คาร์บอกซิล (Carboxyl Group) ของหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์บริเวณปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ในการเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายผ่าปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส การย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradation) การย่อยสลายของพอลิเมอร์จากการทำงานของจุลินทรีย์โดยทั่วไปมีกระบวนการ 2 ขั้นตอน เนื่องจากขนาดของสายพอลิเมอร์ยังมีขนาดใหญ่และไม่ละลายน้ำ ในขั้นตอนแรกของของการย่อยสลายจึงเกิดขึ้นภายนอกเซลล์โดยการปลดปล่อยเอ็นไซม์ของจุลินทรีย์ซึ่งเกิดได้ทั้งทั้งแบบใช้ endo-enzyme หรือ เอนไซม์ที่ทำใหเกิดการแตกตัวของพันธะภายในสายโซ่พอลิเมอร์อย่างไม่เป็นระเบียบ และแบบ exo-enzyme หรือเอนไซม์ที่ทำให้เกิดการแตกหักของพันธะทีละหน่วยจากหน่วยซ้ำที่เล็กที่สุดที่อยู่ด้านปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ เมื่อพอลิเมอร์แตกตัวจนมีขนาดเล็กพอจะแพร่ผ่านผนังเซลล์เข้าไปในเซลล์ และเกิดการย่อยสลายต่อในขั้นตอนที่ 2 ได้ผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนสุดท้าย (ultimate biodegradation) คือ พลังงาน และสารประกอบขนาดเล็กที่เสถียรในธรรมชาติ (Mineralization) เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมีเทน น้ำ เกลือ แร่ธาตุต่างๆ และมวลชีวภาพ
(biomass)*มวลชีวภาพ นอกจากนี้ยังพบว่า มีการใช้คำว่า พลาสติกย่อยสลายได้ในสภาวะแวดล้อมธรรมชาติ (Environmentally Degradable Plastics, EDP) ซึ่งหมายถึง พลาสติกที่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงสมบัติเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ในสภาวะแวดล้อม เช่น กรด ด่าง น้ำ และออกซิเจนในธรรมชาติ แสงจากดวงอาทิตย์ แรงเค้นจากการกระทบของเม็ดฝนและแรงลม หรือจากเอนไซม์ของจุลินทรีย์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี กลายเป็นสารที่ถูกดูดซึม และย่อยสลายต่อได้อย่างสมบูรณ์โดยจุลินทรีย์ได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ สารอนินทรีย์ และมวลชีวภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย โดยการย่อยสลายและการดูดซึมนี้ต้องเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดการสะสมในสภาวะแวดล้อม และคำว่า พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสภาวะแวดล้อม (Environmental Friendly Plastics) หรือ พลาสติกสีเขียว (Green Plastics) หมายถึง พลาสติกที่ทำให้ภาระในการจัดการขยะลดลง และส่งผลกระทบโดยรวมต่อสภาวะแวดล้อมน้อยกว่าพลาสติกที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ที่มา: http://www2.mtec.or.th/th/special/biodegradable_plastic/type_de_plas.html
ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php
|
|||
บรรจุภัณฑ์อาหารในอนาคต
ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีการใช้งานกันอยู่นั้น เกือบทั้งหมดจะใช้วัตถุดิบที่มีจากผลพลอยได้ของการกลั่นปิโตรเลียม เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ แนพธา ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้แล้วหมดไป นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทนี้ยังเป็นสิ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิตหรือวิธีการกำจัด จากคุณสมบัติดังกล่าวส่งผลให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นในยุโรป หรืออเมริกา ซึ่งในปัจจุบันหันมาใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี พลาสติกชีวภาพสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภทเช่นเดียวกับพลาสติกจากปิโตรเคมีผลิตภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพส่วนใหญ่ถูกใช้ในงานที่เน้นคุณสมบัติการย่อย สลายได้ เช่น ถุงขยะสำหรับเก็บใบไม้ แผ่นฟิล์มเพื่อการเกษตร กระถางต้นไม้ การใช้งานด้านบรรจุภัณฑ์ โดยมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในระดับสากลที่ได้มีการผลิตผลิตภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาด แล้ว ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ในอนาคต คือ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจากนโยบายการรักษาสภาพแวดล้อม โดยพลาสติกชีวภาพนั้นเป็นนวัตกรรมใหม่ของอุตสาหกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรกับ สภาพสิ่งแวดล้อม ที่มีคุณสมบัติการใช้งานเหมือนพลาสติกทั่วๆ ไป แต่มีจุดเด่นตรงที่ เป็นพลาสติกที่สามารถถูกย่อยสลายได้ด้วยกระบวนการทางชีวภาพ หรือถูกหมักเป็นปุ๋ยได้ในสภาวะที่เหมาะสม โดยมีระบบการย่อยสลายที่คล้ายคลึงกับการย่อยสลายในธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ ทดแทนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเคมี การผลิตพลาสติกชีวภาพให้ความสำคัญในเรื่องของแหล่งวัตถุดิบที่สามารถปลูกทด แทนได้ เช่นพืชผลทางการเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง อ้อย ฯลฯ ในปัจจุบัน พบว่า เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตพลาสติกชีวภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงกลางน้ำจะเริ่มต้น ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบแป้งให้เป็นน้ำตาลและโมโนเมอร์ จนถึงกระบวนการสังเคราะห์ โพลิเมอร์จากโมโนเมอร์สำหรับเทคโนโลยีปลายน้ำจะเป็นกระบวนการคอมพาวดิ้ง (compounding) โดยการเติมโพลิเมอร์ชนิดอื่นหรือ การเติมสารเติมแต่ง เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติพลาสติกชีวภาพหรือลดต้นทุน รวมถึงการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ (processing) พลาสติกชีวภาพนั้นมีศักยภาพพอที่จะนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้และแม้ว่า ญี่ปุ่นและประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกได้ก้าวนำหน้าไทยในเรื่องของ การพัฒนาพลาสติกชีวภาพ แต่สิ่งที่น่าจะเป็นข้อได้เปรียบของไทยก็คือ การมีวัตถุดิบชีวภาพที่หลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มันสำปะหลัง” ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำของพลาสติกชีวภาพได้และมีปริมาณเกินต่อ ความต้องการบริโภคอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีบนพื้นฐานที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมดจะ เป็นการส่งเสริมให้ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาดีและยังเป็นการช่วงเกษตรได้อีก ทางหนึ่งด้วย พลาสติกนั้นเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง ด้วยคุณสมบัติในเรื่อง น้ำหนักที่เบา มีราคาถูก ทนต่อความชื้น และยังสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ ได้อีก จากข้อมูลการใช้พลาสติกทั่วโลก พบว่ามีอัตราการเติบโตสูงมาก ดังเห็นได้จากปริมาณการผลิตพลาสติกโดยรวมทั่วโลกนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยแล้ว พบว่าปริมาณการผลิตพลาสติกมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยต่อปีราวร้อย ละ 5 ในระหว่างปี ค.ศ. 1985 - ค.ศ. 2000 และคาดว่าความต้องการบริโภคพลาสติกจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวด ล้อมอย่างใน กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก แต่ความสามารถในการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ใหม่หรือพลังงานที่ได้กลับคืนมาใช้ ยังอยู่ระดับต่ำเพียงแค่ร้อยละ 30 เท่านั้น ซึ่งไม่ทันต่อปริมาณการใช้พลาสติกที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จึงก่อให้เกิดขยะเป็นจำนวนมากในแต่ละปีและส่งผลกระทบด้านการกำจัด เนื่องจากพลาสติกได้ถูกออกแบบให้ ใช้งานได้ครั้งเดียว แม้ว่าจะมีการรณรงค์ด้วยมาตรการต่างๆ ก) ทั้งการลดปริมาณการใช้พลาสติก ข) การนำกลับมาใช้ใหม่ และ ค)การกลับคืนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ใหม่ แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้มากนัก เนื่องจาก ต้นทุนในการจัดการขยะดังกล่าวมีราคาที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งการรณรงค์ให้ประชาชนเก็บรวบรวมและการคัดแยกขยะเพื่อมาใช้ใหม่ไม่ บรรลุผล จึงเป็นผลให้ปริมาณขยะพลาสติกของโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและได้กลาย เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตพลาสติก คือ น้ำมันปิโตรเลียมหรือเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ซึ่งเป็นทรัพยกรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด และคาดว่าจะหมดไปในอีกไม่นานนัก ดังนั้นผลพลอยได้จากการกลั่นปิโตรเลียมแล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติก ราวร้อยละ 5 นั้น นอกจากราคาจะเปบี่ยนแปลงไปตามสภาพของราคาน้ำมันแล้ว ยังอาจประสบปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบได้ในอนาคตอีกด้วย รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเช่น ภาวะโลกร้อน การสะสมของพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ได้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการค้นหาแหล่งวัตถุดิบทดแทนใหม่และ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมระดับแนวหน้าของโลก ได้มีการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพ ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีเทียบเท่ากับพลาสติกที่ใช้งานกันอยู่ใน ปัจจุบัน พลาสติกชีวภาพจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่เกิดจากความต้องการของผู้บริโภคบวกกับ แรงผลักดันจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การพัฒนาธุรกิจของอุตสาหกรรมพลาสติกเพื่อการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ต่อไป ที่มา : http://www2.mtec.or.th/th/special/biodegradable_plastic/type_de_plas.html ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php |
|||
รู้จักกับฟิล์ม ลามิเนต
รู้จักกับฟิล์มลามิเนต (Laminated Films) ฟิล์มพลาสติกสามารถผลิตได้จากเม็ดพลาสติกหลายชนิด ทั้ง Polyester (PET), Polypropylene(PP), Polyethylene (HDPE, LDPE, LLDPE) Polyvinyl Chloride (PVC)โดยฟิล์มทีผลิตจากพลาสติกแต่ละชนิดจะมีคุณลักษณะเฉพาะตัวตามคุณสมบัติของฟิล์มที่แตกต่างกันออกไป เช่น คุณสมบัติทนความร้อน ป้องกันการกัดกร่อนจากสารเคมี ป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ การหดตัว เมือโดนความร้อน การป้ องกันการซึมผ่านของก๊าซอ๊อกซิเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจุบันฟิล์มพลาสติกได้ถูกนํามาใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เช่น นํามาผลิตเป็นถุงพลาสติก ซองพลาสติก หรือถูกนํามาทอเป็นกระสอบเป็นต้น โดยฟิล์มพลาสติกทีใช้สําหรับผลิตบรรจุภัณฑ์สามารถผลิตได้จากฟิล์มหลากหลายประเภทขึนอยู่กับความต้องการของผู้ผลิต เช่น ฟิล์มยืด ฟิล์มหด และฟิล์มลามิเนต(Laminated Films) ก็เป็นหนึงในฟิล์มหลายๆ ประเภทที่ได้รับความนิยมในการนํามาใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบัน ฟิล์มลามิเนต
ลามิเนต (Laminate) ตามความหมายใน พจนานุกรม มีความหมายว่า “การทําให้เป็นแผ่นบางๆ, ประกอบด้วยชั้นบางๆ” เช่นเดียวกับฟิล์มพลาสติกลามิเนตก็หมายถึง แผ่นฟิล์มพลาสติกทีผ่านกระบวนการลามิเนตโดยการนําฟิล์มพลาสติกหลายๆ ชันมาเคลือบติดเข้าด้วยกันเป็นฟิล์มแผ่นเดียว หรือการเคลือบฟิล์มพลาสติกเข้ากับวัสดุอื่นๆ เช่น กระดาษหรือฟอยล์โลหะ โดยทําการยึดติดระหวางชันฟิล์มด้วยการใช้ความร้อน หรือใช้กาว (adhesive) โดยฟิ ล์มลามิเนตจะมีจํานวนชั้นของฟิล์มมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตามความต้องการของผู้ผลิต ประเภทของฟิล์มสําหรับการลามิเนต ประเภทของฟิล์มทีนํามาเข้ากระบวนการลามิเนตจะขึ้นอยู่กับการนําไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์หรือส่วนประกอบสําหรับสินค้าประเภทอะไร และบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าประเภทดังกล่าวต้องการคุณสมบัติในด้านใดบ้าง เมือทราบความต้องการดังกล่าวแล้วจึงจะสามารถเลือกประเภทของฟิล์มให้เหมาะสมและมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการเพื่อทําการลามิเนตต่อไป เภทของฟิล์มและวัสดุที่นิยมนํามาผลิตฟิล์มลามิเนตสําหรับบรรจุภัณฑ์มีดังนี้
ฟิล์ม Polyethylene : PE ส่วนใหญ่นิยมใช้ฟิล์ม LDPE และฟิล์ม LLDPE ในชั้นในสุดหรือชั้นที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง โดยฟิล์ม PE ให้คุณสมบัติยืดหยุ่นได้ดี ทนความร้อนได้สามารถใช้กับกระบวนการปิดผนึกด้วยความร้อนได้ (Heat Sealing)และยังสามารถต้านทานต่อการกัดกร่อนจากสารเคมีและการกัดกร่อนจากกรดบางประเภทได้ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ถุงเย็นถุงซิป ฟิล์มยืด ฟิล์มหด ฟิล์มคลุมดิน ฟิล์ม Polypropylene: PP
ฟิล์ม PP ทีนิยมใช้ในกระบวนการลามิเนตคือฟิล์ม CPP (Cast Polypropylene Film) และ ฟิล์ม BOPP(Biaxially Oriented Polypropylene Film) ซึงฟิล์มทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติโดดเด่นมากทั้งในด้านความใส ผิวมันวาว เหนียว ทนต่อแรงดึง ไม่มีไฟฟ้าสถิตย์ กันน้ำได้ดี ฟิล์ม CPP และ BOPP มักถูกใช้ควบคู่กันโดยCPP จะทําหน้าทีเป็นชั้นเคลือบเพื่อให้อาหารหรือสินค้าทีบรรจุปลอดภัยจากผลกระทบของสีทีพิมพ์ลงบน BOPP ฟิล์มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ฟิล์มหุ้มซองบุหรี่ ฟิล์ม Polyester : PET
ฟิล์ม PET ทีนํามาใช้ในการลามิเนตคือฟิล์ม BOPET (Biaxially Oriented Polyethylene Terephthalate)มีผิวที่เงางาม เรียบ มีความใสทนทานต่อการฉีกขาดหรือการกดกระแทก รักษารูปทรงได้ดีในอุณหภูมิระดับต่างๆทนความร้อนสูงสามารถใช้กับไมโครเวฟได้ ทนทานต่อความชื้น ทนสารเคมีและตัวทําละลายได้หลากหลายประเภท สามารถป้องกันการซึมผ่านของก๊าซต่างๆ ได้ดี และ มีคุณสมบัติในการถนอมและรักษากลินของอาหาร และรักษาความกรอบของขนมขบเคี้ยวได้ดีกว่าฟิล์ม BOPP ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน ฟิล์มสําหรับแผงโซลาเซลล์ ฟิล์ม Nylon, Polyamide : PA ฟิล์ม PA ที่นิยมนํามาใช้ในการลามิเนตก็คือฟิล์ม BOPA (Biaxially Oriented Polyamide Film) มีคุณสมบัติทีดีในการต้านทานการรั่วซึม ทนต่ออุณภูมิร้อน-เย็น มีความเหนียวเป็นพิเศษ BOPA จึงสามารถนํามาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์สูญญากาศ สําหรับบรรจุอาหารได้ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์สูญญากาศสําหรับอาหารแช่แข็ง ถุงข้าวสาร ฟิล์ม Metalized เป็นฟิล์มพลาสติกทีผ่านกระบวนการฉาบด้วยโลหะอลูมิเนียม (Aluminum) ทําให้ซองบรรจุภัณฑ์มีสีสันแวววาว กันการซึมผ่านของก๊าซได้ดี ช่วยยืดอายุของสินค้าภายในได้ดีกว่าแผ่นฟิล์มชนิดธรรมดา ฉะนั้นฟิล์ม Metalized จึงเหมาะกับการนําไปใช้งานในด้านบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างมาก โดยฟิล์ม Metalizedที่นิยมใช้ในการลามิเนตได้แก่ M-BOPA (Metalized Nylon Film), M-CPP (Metalized Cast Polypropylene Film), M-PET (Metalized Polyester Film) เป็นต้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ซองขนมซองกาแฟสําเร็จรูป 3in1 ฟอยล์อลูมิเนียม Aluminum Foil ฟอยล์อลูมิเนียมมีคุณสมบัติสําหรับการผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ดี่ที่สุดถ้าเทียบกับฟิล์มพลาสติกชนิดอื่นๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็มีราคาแพงที่สุดเช่นกัน โดยฟอยล์อลูมิเนียมมีคุณสมบัติในการป้องกันได้ทั้งก๊าซต่างๆ กันการซึมผ่านของก๊าซ น้ำ กลิ่น น้ำมัน และแสง ได้อย่างดีเยี่ยม ทําให้สามารถปกป้องและถนอมผลิตภัณฑ์ทีบรรจุอยู่ภายในได้ยาวนานกว่า ฟิล์มชนิดอื่นๆ อลูมิเนียมฟอยล์ใช้ได้กับ บรรจุภัณฑ์อาหาร ยา ฯลฯ ทั้งทีเป็นของแข็งและของเหลว ถ้าหากผลิตภัณฑ์กัดกร่อนได้ก็ยังสามารถเคลือบฟอยล์อลูมิเนียมด้วยสารอื่นๆที่ทนต่อการกัดกร่อน ได้และผิวของฟอยล์อลูมิเนียมก็มีความมันวาวสวยงามเช่นเดียวกับฟิล์ม Metalized อีกด้วย กระบวนการผลิตฟิล์มลามิเนต
กระบวนการผลิตฟิล์มลามิเนตทําได้สองวิธีหลักๆ ได้แก่ การลามิเนตให้ฟิล์มยึดติดประสานกันด้วยความร้อน (Thermal Lamination) และการลามิเนตโดยใช้กาว (adhesive) เป็นตัวประสานให้ฟิล์มยึดติดกัน (Wet Lamination) รูปที่ 1 กระบวนการลามิเนตด้วยความร้อนแบบ 2 ชั้น
กระบวนการลามิเนตด้วยความร้อนในรูปที 1 เป็นการผลิตฟิล์มลามิเนตแบบสองชั้น โดยฟิล์มจาก ply หมายเลข 1 และ ply หมายเลข 2 จะถูกส่งมาที Heating and Combining Drum เพื่อที่จะให้ความร้อนทําให้ฟิล์มประสานติดกัน แล้วฟิล์มจะถูกส่งต่อไปยัง Heat roll ทียังคงให้ความร้อนต่อเพื่อทีจะรักษาระดับความหนาและขนาดของฟิล์มให้คงทีก่อนทีจะทําการม้วนเก็บหรือส่งต่อไปยังกระบวนการอืนๆ ต่อไป โดยการลามิเนตด้วยวิธีนี้นิยมใช้กับฟิล์มทีมีความหนาไม่มากและไม่จําเป็นต้องใช้ความร้อนมากนัก จึงไม่จําเป็นต้องให้ความร้อนแก่ฟิล์ม (Preheat) ก่อนทีจะส่งฟิล์มเข้าสู่ Heating and Combining Drum รูปที่ 2 กระบวนการลามิเนตด้วยความร้อนแบบ 3 ชั้น
กระบวนการลามิเนตด้วยความร้อนแบบ 3 ชั้น ดังรูปที่ 2 จะแตกต่างกับกระบวนการในรูปที่ 1 ที่เพิ่ม ฟิล์มเข้ามาอีกชันที่ ply หมายเลข 3 ซึ่งในแต่ละ ply จะมีระบบให้ความร้อนแก่ฟิล์ม (Preheat roll system) ก่อนทีจะส่งฟิล์มไปยัง Heating and Combining drum ทีมีการให้ความร้อนเพิ่มเติมจากภายนอก (External Radiant heat source) เพื่อทีจะทําให้ฟิล์มมีอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสําหรับการประกบและยึดติดกันนั่นเอง
รูปที่ 3 กระบวนการลามิเนตโดยใช้กาว (adhesive)
กระใช้กาว (adhesive) หรือสารเคมีชนิดอื่นๆ มาเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างชั้นฟิล์ม ก็เพราะว่าฟิล์มบางชนิดไม่สามารถประสานติดกันได้อย่างสมบูรณ์ด้วยการใช้ความร้อนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากคุณสมบัติทางกายภาพของฟิล์มทั้งสองชนิดไม่สามารถเข้ากันได้ ดังรูปที่ 3 เป็นกระบวนการลามิเนตฟิล์ม โดยมีการใช้กาวหรือสารเคลือบประสานฟิล์ม (adhesive) ทีมีคุณสมบัติเป็น 100%-solid base ซึ่งทําให้สามารถประสานติดฟิล์มเข้าด้วยกันได้ทันทีเมือฟิล์มเข้าสู่กระบวนการที Heating and combining Drum โดยไม่จําเป็นต้องทําการเป่าลมร้อนให้ฟิล์มแห้งหลังจากทําการเคลือบฟิล์มด้วยกาว หรือสารเคลือบประสาน (adhesive) ที่ ply หมายเลข 2 ซึ่งกระบวนการลามิเนตด้วยการใช้กาว (adhesive) ชนิด 100%-solid base นี้จะทําให้สามารถลามิเนตฟิล์มให้ประสานติดกันด้วยอุณหภูมิทีตํ่ากว่าอุณหภูมิปกติ (below cri tical temperature)ของฟิล์มนั้นๆ ทีใช้ในการลามิเนตแบบ Thermal Lamination รูปที่ 4 กระบวนการลามิเนตโดยใช้กาว (adhesive) ร่วมกับ Dryer
กระบวนการลามิเนตฟิล์มในรูปที 4 นั้นเป็นกระบวนการลามิเนตฟิล์มโดยใช้กาว(adhesive) ประเภททีไม่ใช่ 100%-solid base จึงจําเป็นต้องมีเครื่องเป่าลมร้อนเพือเป่าไล่นําและตัวทําละลายอื่นๆ (solvent) ให้เหลือแค่เนื้อของกาวหรือสารเคลือบประสานฟิล์ม (adhesive) ทีมีคุณสมบัติ 100%-solid base เท่านั้นซึงขันตอนนี้ จะทําให้ฟิล์มมีคุณสมบัติที่พร้อมจะทําการลามิเนตในกระบวนการต่อไปนั้นเอง
credit สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย http://www.oie.go.th
ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php
|
|||
|



