World Packaging

  • บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง (packaging for dried foods)
  • เพื่อให้อาหารแห้ง (dried food) ซึ่งผ่านการทำแห้ง (dryhydration) ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นผง เป็นก้อนหรือเป็นชิ้น มีwater activityน้อนกว่า 0.6

    คุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง

    1.สามารถป้องกันความชื้น(moisture barier) บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้งจะต้องป้องกันการดูดกลับความชื้น (water vapor transmission rate) ต่ำ ซึ่งค่านี้ ขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพ ตลอดจนความหนาของวัสดุที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์
    อาหารแห้งมีส่วนประกอบที่ดูดน้ำได้ดี (hydroscopic) เช่น น้ำตาล โดยฌแพาะน้ำตาลฟรักโตส (fructose) ความชื้นจะเป็นเหตุสำคัญให้อาหารแห้งเน่าเสีย (food spoilage) ต่อไปนี้

    • ทางกายภาพ เช่น การเกาะกันเป็นก้อนสำหรับอาหารผงทำให้ไม่สามารถไหลได้อย่างเป็นอิสระ การเยิ้มของน้ำตาล
    • ทางเคมี เช่น การเกิดกลิ่นหืน (rancidity) เพราะเป็นสาเหตุเริ่มต้นของการเกิดปฏิกิริยาhydrolysis  ทำให้ไตรกรีเซอไรด์ ในโมเลกุลของน้ำมันและไขมัน แตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระ โดยเฉพาะกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการเกิดปฏิกิริยา rapid oxidation
    • ทางจุลินทรีย์ น้ำที่ดูดกลับไปในอาหารทำให้ค่า water activity ซึ่งค่าจุลินทรีย์แต่ละประเภท จะมีค่า water activity ต่ำสุดที่จะเจริญได้ (minimum water activity) แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว หากลดค่า water activity ให้ต่ำกว่า 0.6จะไม่มีจุลินทรีย์ใดสามารถเติบโตได้

    2.สามารถป้องกันอากาศ อากาศโดยเฉพาะออกซิเจน เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดปฎิกิริยาทางเคมี เช่น lipid oxidation ซึ่งทำให้อาหารเกิดกลิ่นหืน และยังเป็นผลให้อาหารสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะกรดไขมันที่จำเป็น (essential fatty acid) บรรจุภัณฑ์อาหารแห้งที่ดี จะต้องสามารถป้องกันก๊าซออกซิเจน จากสภาวะอากาศรอบๆผ่านเข้าไปในภาชนะบรรจุ นอกจากนี้อาจใช้สารดูดซับออกซิเจน (oxygen absorber) เพื่อช่วยดูดซับออกซิเจนที่มีอยู่แล้วในบรรจุภัณฑ์ก่อนปิดผนึก และจะซึมผ่านบรรจุภัณฑ์ระหว่างการเก็บรักษา

    3.มีความทนทานต่อการกดหรือการกระแทก บรรจุภัณฑ์อาหารแห้งที่ดีจะต้องทนต่อการกด การกระแทกได้ดี ทั้งนี้เนื่องจากเนื้ออาหารแห้งมักแข็ง เปราะ แตกง่าย และมีส่วนแหลมคมสามารถทิ่มทงภาชนะบรรจุได้

    วัสดุบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้ง

    วัสดุบรรจุภัณฑ์ (packaging material) ที่เหมาะสมสำหรับอาหารแห้งได้แก่

    • โลหะ เช่น แผ่นเปลวอลูมิเนียม กระป๋องโลหะ
    • พลาสติก เช่น PET
    • แก้ว

    Reference
     Paine Albert Frank and  Heather Y. Paine.  A handbook of food packaging. Blackie academic & professional

     

    ที่มา : http://www.foodnetworksolution.com/vocab/word/1598

    ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php

     

  • คลื่น"ไมโครเวฟ"กับสารตกค้าง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ต้องไม่มองข้าม
  •  

    คลื่น"ไมโครเวฟ"กับสารตกค้าง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ต้องไม่มองข้าม

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา 0:00 น.

    การบริโภคอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อหาได้สะดวกกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุกสมัยนี้ โดยเฉพาะคนเมืองที่มีเวลาเป็นตัวกดดัน การฝากท้องไว้กับอาหารกล่องแช่แข็งจึงเป็นทางเลือกที่เลี่ยงไม่ได้...ทำให้เตาอบ ไมโครเวฟ กลายเป็นแม่ครัวประจำบ้านที่พร้อมเสริฟเมนูจานร้อนโดยใช้เวลาเพียง ไม่กี่นาที

    การอุ่นอาหารแช่แข็งให้ร้อนจากการทำงานของไมโครเวฟ มีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด
    ผศ.ดร.จิรารัตน์ ทัตติยกุล
    ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงเรื่องนี้ให้ฟังว่า ไมโครเวฟ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าภายในเตาไมโครเวฟ จะมีส่วนประกอบสำคัญคือ แมกนิตรอนที่เป็นตัวกำเนิดคลื่นไมโครเวฟ โดยไมโครเวฟที่ใช้กันจะมีอยู่ 2 ช่วงความถี่คลื่น
    คือ 2,450 เมกะเฮิรตซ์ กับความถี่คลื่น 950 เมกะเฮิรตซ์ จะเป็นเตาไมโครเวฟที่ใช้ในครัวเรื่อน

    "คลื่นไมโครเวฟดังกล่าวจะพุ่งเข้าสู่อาหารทุกทิศทุกทางโดยรอบของเตาไมโครเวฟ เมื่อคลื่นไปกระทบอาหาร ทำให้โมเลกุล หรืออนุภาคที่มีประจุ เช่น น้ำ ที่มีทั้งประจุบวกและประจุลบในโมเลกุล หรือ อิออนของเกลือที่มีประจุบวก หรือ ประจุลบเกิดการสั่นหรือเคลื่อนที่ กลับไปกลับมา ในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยความถี่ 2,450 เมกะเฮิรตซ์ หรือ เท่ากับ 2,450 ล้านครั้งต่อวินาที ทำให้เกิดการเสียดสีกันของโมเลกุลที่เป็นองค์ประกอบของอาหาร จึงเกิดความร้อนและทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เวลาที่ใช้ในการประกอบอาหารจึงสั้นกว่าการใช้เตาแบบธรรมดา ทำให้ผู้คนหันมาใช้ไมโครเวฟในการอุ่นอาหารกันมากเพราะประหยัดเวลาไปได้มาก"

    ความร้อนของเตาไมโครเวฟจะเพิ่มขึ้นเร็วขึ้นหรือช้าลงนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้น หรือปริมาณเกลือ รูปร่าง จำนวน และมวลของอาหารที่ใส่เข้าไป โดยปกติการให้ความร้อนโดยไมโครเวฟ  จะทำให้ทุกจุดในอาหารมีความร้อนเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอกันแต่สำหรับอาหารที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมหรือมีขอบ อาจสุกที่บริเวณขอบและเหลี่ยมก่อนได้ เนื่องจาก ได้รับคลื่นไมโครเวฟ 2 หรือ 3 ด้านพร้อมกัน

    "การทำงานของไมโครเวฟคือ การชักนำให้โมเลกุลและอนุภาคที่มีประจุเคลื่อนที่เสียดสีกันจนเกิดความร้อนขึ้นมา เมื่อปิดสวิตช์ของเตาไมโครเวฟลง จะไม่มีคลื่นไมโครเวฟหลงเหลืออยู่ในอาหาร จะเหลือแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คลื่นไมโครเวฟทำงาน ซึ่งก็คือความร้อนในอาหารเท่านั้น อาหารจึงไม่มีสิ่งตกค้างอย่างที่หลายๆคนเป็นกังวลกัน เพราะไมโครเวฟ ไม่ได้ก่อให้เกิดสารปนเปื้อน ไม่ได้ชักนำ
    ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแตกตัวของโมเลกุล จึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย"

    รวมทั้งการจ้องมองในขณะที่ไมโครเวฟทำงานอยู่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายแต่อย่างใด เพราะจริงๆแล้วการทำงานของไมโครเวฟไม่ได้มีแสงเกิดขึ้นแต่แสงที่เห็นภายในเตาไมโครเวฟนั้นเป็นแสงมาจากหลอดไฟที่ผู้ผลิตติดตั้งไว้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นวัตถุภายในไมโครเวฟ แต่ไม่ควรจ้องมองเป็นเวลานานจนเกินไป

    ทั้งนี้สิ่งสำคัญไปกว่าการทำงานไมโครเวฟ คือ ภาชนะที่ใช้บรรจุอาหารใส่เข้าไปในไมโครเวฟ
    ผศ.ดร.จิรารัตน์ กล่าวว่า ภาชนะที่ใช้กับไมโครเวฟ
    ควรเป็นภาชนะที่ทำจากวัสดุที่มีจุดหลอมเหลวสูง คือ มีการหลอมละลายช้า และทนต่อความร้อน จำพวกแก้ว เซรามิก รวมทั้งพลาสติกบางขนิดสามารถใช้ได้กับไมโครเวฟเพราะถ้าหากใช้พลาสติกที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ  เมื่อไมโครเวฟทำงาน เกิดความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้พลาสติกหลอมละลายได้หรืออาจทำให้สารอื่นๆ ที่อยู่ในภาชนะนั้น ปนเปื้อนออกมาในอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายกับผู้บริโภค

    โดยพลาสติกที่สามารถนำมาใช้กับไมโครเวฟได้ จะเป็นพลาสติกที่อยู่ในกลุ่มของ พอลิโพรพอลีน (Poloy-propylyne:PP)หรือที่เรียกกันติดปากว่า"เพ็ท"(PET) ซึ่งจะมีสัญลักษณ์อยู่ใต้บรรจุภัณฑ์ รวมทั้งต้องมีคำบ่งชี้ว่า ไมโครเวฟ เซฟ(Micro-wavw Save) หรือ ไมโครเวฟเอเบิล(Microwave able)ระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์ด้วย ถึงจะนำมาใช้กับเตาอบไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย

    "ในส่วนของภาชนะ ที่มีสีสันและลวดลายนั้น ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้กับเตาอไมโครเวฟ เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่า สีที่นำมาใช้วาดลวดลายเหล่านั้น มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรหลีกเลี่ยงภาชนะที่มีการเคลือบลวดลายไว้ด้านใน ที่มีโอกาสสัมผัสกับอาหารอาจทำให้มีสารปนเปื้อนแพร่ลงสู่อาหารได้"

    สำหรับผู้ที่นิยมบริโภคอาหารแช่แข็ง ตรงนี้ให้สังเกตุที่ใต้บรรจุภัณฑ์อาหารนั้นๆ ถ้ามีคำว่า ไมโครเวฟเอเบิล หรือ ไมโครเวฟเซฟ ส่วนใหญ่จะปลอดภัยซึ่งถ้ามีพลาสติกที่เคลือบอยู่ด้านบนเมื่อเปิดฝาออกมาแล้ว ให้เอาพลาสติกที่เคลือบนั้นออกให้หมด ก่อนที่จะนำเข้าไมโครเวฟ

    หากเป็นบรรจุภัณฑ์ ชนิดที่ต้องมีการเจาะรูที่พลาสติกก่อนนำเข้าเตาไมโครเวฟ เพื่อไม่ให้กล่องระเบิดนั้น ถ้าไม่มั่นใจว่าพลาสติกที่ใช้บรรจุอาหาร ปลอดภัยให้นำอาหารออก มาใส่ภาชนะที่เป็นแก้วหรือเซรามิกก่อน แล้วค่อยนำไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ
    "ห้าม ใช้ภาชนะที่เป็นโลหะทุกชนิดกับเตาไมโครเวฟ หรือภาชนะที่มีขอบเป็นส่วนผสมของโลหะ  เพราะโลหะจะสะท้อนคลื่น ทำให้คลื่นไม่สามารถพุ่งผ่านไปได้และถ้ามีโลหะ 2 ชิ้น อยู่ใกล้กันอาจทำให้เกิด ประกายไฟในเตาอบไมโครเวฟขึ้นได้อีกด้วย"

    นอกจากนี้ ไม่ควรใช้วัสดุจำพวกเมลามีน หรือฟิล์มพลาสติกถนอมอาหารหรือที่เรียกกันติดปากว่า แร็ป ในการห่ออาหารหรือหุ้มภาชนะก่อนจะเอาเข้าไมโครเวฟเนื่องจาก เมลามีน ดูดซับพลังงานจากไมโครเวฟได้ดี และอาจร้อนเร็วกว่าอาหาร ทำให้เกิดการหลอมละลายได้ง่าย ส่วนแร็ปเป็นพลาสติกชนิดที่หลอมเหลวได้ง่ายเช่นกัน จึงควรหลีกเลี่ยงเปลี่ยนเป็นใช้ฝาปิด ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้กับไมโครเวฟโดยเฉพาะดีกว่า มีความปลอดภัยมากกว่า

    อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร แนะนำทิ้งท้ายว่า "ภาชนะที่ใส่อาหารแช่แข็งเมื่อนำไปอุ่นกับไมโครเวฟแล้ว ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำบ่อยๆ มีงานวิจัยพบว่ากล่องพลาสติกที่ถูกนำกลับมาใช้กับไมโครเวฟในจำนวนมากครั้ง จะมีความแข็งแรงและความคงทนต่อความร้อน และความปลอดภัย ลดลง แต่การแพร่ของสารที่ออกมาสู่อาหารได้จะมีมากขึ้น จึงควรนำกลับมาใช้เพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น แต่สามารถนำไปใส่อาหารหรือเก็บอาหารแทนได้

    ที่มา : มุมวาไรตี้ เดลินิวส์ออนไลน์
    ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php

     

  • ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้
  • ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้โดยทั่วไป เราสามารถแบ่งกลไกการย่อยสลายของพลาสติกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ

    การย่อยสลายได้โดยแสง (Photodegradation) การย่อยสลายโดยแสงมักเกิดจากการเติมสารเติมแต่งที่มีความว่องไวต่อแสงลงในพลาสติกหรือสังเคราะห์โคพอลิเมอร์ให้มีหมู่ฟังก์ชันหรือพันธะเคมีที่ไม่แข็งแรง แตกหักง่ายภายใต้รังสี (UV) เช่น หมู่คีโตน (Ketone group) อยู่ในโครงสร้าง เมื่อสารหรือหมู่ฟังก์ชันดังกล่าวสัมผัสกับรังสียูวีจะเกิดการแตกของพันธะกลายเป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ซึ่งไม่เสถียร จึงเข้าทำปฏิกิริยาต่ออย่างรวดเร็วที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการขาดของสายโซ่ แต่การย่อยสลายนี้จะไม่เกิดขึ้นภายในบ่อฝังกลบขยะ กองคอมโพสท์ หรือสภาวะแวดล้อมอื่นที่มืด หรือแม้กระทั่งชิ้นพลาสติกที่มีการด้วยหมึกที่หนามากบนพื้นผิว เนื่องจากพลาสติกจะไม่ได้สัมผัสกับรังสียูวีโดยตรง

    การย่อยสลายทางกล (Mechanical Degradation) โดยการให้แรงกระทำแก่ชิ้นพลาสติกทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกแตกออกเป็นชิ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้โดยทั่วไปในการทำให้พลาสติกแตกเป็นชิ้นเล็กๆ

    การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative Degradation) การย่อยสลายผ่าน)ฏิกิริยาออกซิเดชันของพลาสติก เป็นปฏิกิริยาการเติมออกซิเจนลงในโมเลกุลของพอลิเมอร์ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติอย่างช้าๆ โดยมีออกซิเจน และความร้อน แสงยูวี หรือแรงทางกลเป็นปัจจัยสำคัญ เกิดเป็นสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (hydroperoxide, ROOH) ในพลาสติกที่ไม่มีการเติม สารเติมแต่งที่ทำหน้าที่เพิ่มความเสถียร (stabilizing additive) แสงและความร้อนจะทำให้ ROOH แตกตัวกลายเป็นอนุมูลอิสระ RO และ OH) ที่ไม่เสถียรและเข้าทำปฏิกิริยาต่อที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นในปัจจุบันทำให้พอลิโอเลฟินเกิดการย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชันกับออกซิเจนได้เร็วขึ้นภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยการเติมสารเติมแต่งที่เป็นเกลือของโลหะทรานสิชัน ซึ่งทำหน้าที่คะตะลิสต์เร่งการแตกตัวของสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (Hydroperoxpide, ROOH) เป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ทำให้สายโซ่พอลิเมอร์เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลรวดเร็วยิ่งขึ้น

    การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (Hydrolytic Degradation) การย่อยสลายของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์ เช่น แป้ง พอลิเอสเทอร์ พอลิแอนไฮดรายด์ พอลิคาร์บอเนต และพอลิยูริเทน ผ่านปฏิกิริยาก่อให้เกิดการแตกหักของสายโซ่พอลิเมอร์ ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ใช้คะตะลิสต์ (Catalytic hydrolysis) และไม่ใช้คะตะลิสต์ (Non-Catalytic Hydrolysis) ซึ่งประเภทแรกยังแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ แบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายนอกโมเลกุลของพอลิเมอร์เร่งให้เกิดการย่อยสลาย (External Catalytic Degradation) และแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากจากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์เองในการเร่งให้เกิดการย่อยสลาย (Internal catalytic degradation) โดยคะตะลิสต์จากภายนอกมี 2 ชนิด คือ คะตะลิสต์ที่เป็นเอนไซม์ต่างๆ (Enzyme) เช่น Depolymerase lipase esterase และ glycohydrolase ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางชีวภาพ และคะตะลิสต์ที่ไม่ใช่เอนไซม์ (Non-enzyme) เช่น โลหะแอลคาไลด์ (alkaline metal) เบส (base) และกรด(acid) ที่มีอยู่ในสภาวะแวดล้อมในธรรมชาติ ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางเคมี สำหรับปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์นั้นใช้หมู่คาร์บอกซิล (Carboxyl Group) ของหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์บริเวณปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ในการเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายผ่าปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส

    การย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradation) การย่อยสลายของพอลิเมอร์จากการทำงานของจุลินทรีย์โดยทั่วไปมีกระบวนการ 2 ขั้นตอน เนื่องจากขนาดของสายพอลิเมอร์ยังมีขนาดใหญ่และไม่ละลายน้ำ ในขั้นตอนแรกของของการย่อยสลายจึงเกิดขึ้นภายนอกเซลล์โดยการปลดปล่อยเอ็นไซม์ของจุลินทรีย์ซึ่งเกิดได้ทั้งทั้งแบบใช้ endo-enzyme หรือ เอนไซม์ที่ทำใหเกิดการแตกตัวของพันธะภายในสายโซ่พอลิเมอร์อย่างไม่เป็นระเบียบ และแบบ exo-enzyme หรือเอนไซม์ที่ทำให้เกิดการแตกหักของพันธะทีละหน่วยจากหน่วยซ้ำที่เล็กที่สุดที่อยู่ด้านปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ เมื่อพอลิเมอร์แตกตัวจนมีขนาดเล็กพอจะแพร่ผ่านผนังเซลล์เข้าไปในเซลล์ และเกิดการย่อยสลายต่อในขั้นตอนที่ 2 ได้ผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนสุดท้าย (ultimate biodegradation) คือ พลังงาน และสารประกอบขนาดเล็กที่เสถียรในธรรมชาติ (Mineralization) เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมีเทน น้ำ เกลือ แร่ธาตุต่างๆ และมวลชีวภาพ 

     

    (biomass)*มวลชีวภาพ
    หมายถึง มวลรวมของสสารที่เกิดขึ้นจากกระบวนการในการดำรงชีวิตและเติบโตของสิ่งมีชีวิต ซึ่งรวมถึงพืช สัตว์ และจุลินทรีย์

    นอกจากนี้ยังพบว่า มีการใช้คำว่า พลาสติกย่อยสลายได้ในสภาวะแวดล้อมธรรมชาติ (Environmentally Degradable Plastics, EDP) ซึ่งหมายถึง พลาสติกที่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงสมบัติเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ในสภาวะแวดล้อม เช่น กรด ด่าง น้ำ และออกซิเจนในธรรมชาติ แสงจากดวงอาทิตย์ แรงเค้นจากการกระทบของเม็ดฝนและแรงลม หรือจากเอนไซม์ของจุลินทรีย์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี กลายเป็นสารที่ถูกดูดซึม และย่อยสลายต่อได้อย่างสมบูรณ์โดยจุลินทรีย์ได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ สารอนินทรีย์ และมวลชีวภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย โดยการย่อยสลายและการดูดซึมนี้ต้องเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดการสะสมในสภาวะแวดล้อม และคำว่า พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสภาวะแวดล้อม (Environmental Friendly Plastics) หรือ พลาสติกสีเขียว (Green Plastics) หมายถึง พลาสติกที่ทำให้ภาระในการจัดการขยะลดลง และส่งผลกระทบโดยรวมต่อสภาวะแวดล้อมน้อยกว่าพลาสติกที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน

    ที่มา: http://www2.mtec.or.th/th/special/biodegradable_plastic/type_de_plas.html
    ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php

     

  • บรรจุภัณฑ์อาหารในอนาคต
  • ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีการใช้งานกันอยู่นั้น เกือบทั้งหมดจะใช้วัตถุดิบที่มีจากผลพลอยได้ของการกลั่นปิโตรเลียม เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ แนพธา ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้แล้วหมดไป นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทนี้ยังเป็นสิ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิตหรือวิธีการกำจัด จากคุณสมบัติดังกล่าวส่งผลให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นในยุโรป หรืออเมริกา ซึ่งในปัจจุบันหันมาใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี พลาสติกชีวภาพสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภทเช่นเดียวกับพลาสติกจากปิโตรเคมีผลิตภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพส่วนใหญ่ถูกใช้ในงานที่เน้นคุณสมบัติการย่อย สลายได้ เช่น ถุงขยะสำหรับเก็บใบไม้ แผ่นฟิล์มเพื่อการเกษตร กระถางต้นไม้ การใช้งานด้านบรรจุภัณฑ์ โดยมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในระดับสากลที่ได้มีการผลิตผลิตภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาด แล้ว

    ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ในอนาคต คือ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจากนโยบายการรักษาสภาพแวดล้อม โดยพลาสติกชีวภาพนั้นเป็นนวัตกรรมใหม่ของอุตสาหกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรกับ สภาพสิ่งแวดล้อม ที่มีคุณสมบัติการใช้งานเหมือนพลาสติกทั่วๆ ไป แต่มีจุดเด่นตรงที่ เป็นพลาสติกที่สามารถถูกย่อยสลายได้ด้วยกระบวนการทางชีวภาพ หรือถูกหมักเป็นปุ๋ยได้ในสภาวะที่เหมาะสม โดยมีระบบการย่อยสลายที่คล้ายคลึงกับการย่อยสลายในธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ ทดแทนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเคมี การผลิตพลาสติกชีวภาพให้ความสำคัญในเรื่องของแหล่งวัตถุดิบที่สามารถปลูกทด แทนได้ เช่นพืชผลทางการเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง อ้อย ฯลฯ ในปัจจุบัน พบว่า เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตพลาสติกชีวภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงกลางน้ำจะเริ่มต้น ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบแป้งให้เป็นน้ำตาลและโมโนเมอร์ จนถึงกระบวนการสังเคราะห์ โพลิเมอร์จากโมโนเมอร์สำหรับเทคโนโลยีปลายน้ำจะเป็นกระบวนการคอมพาวดิ้ง (compounding) โดยการเติมโพลิเมอร์ชนิดอื่นหรือ การเติมสารเติมแต่ง เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติพลาสติกชีวภาพหรือลดต้นทุน รวมถึงการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ (processing) พลาสติกชีวภาพนั้นมีศักยภาพพอที่จะนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้และแม้ว่า ญี่ปุ่นและประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกได้ก้าวนำหน้าไทยในเรื่องของ การพัฒนาพลาสติกชีวภาพ แต่สิ่งที่น่าจะเป็นข้อได้เปรียบของไทยก็คือ การมีวัตถุดิบชีวภาพที่หลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มันสำปะหลัง” ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำของพลาสติกชีวภาพได้และมีปริมาณเกินต่อ ความต้องการบริโภคอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีบนพื้นฐานที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมดจะ เป็นการส่งเสริมให้ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาดีและยังเป็นการช่วงเกษตรได้อีก ทางหนึ่งด้วย พลาสติกนั้นเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง ด้วยคุณสมบัติในเรื่อง น้ำหนักที่เบา มีราคาถูก ทนต่อความชื้น และยังสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ ได้อีก จากข้อมูลการใช้พลาสติกทั่วโลก พบว่ามีอัตราการเติบโตสูงมาก ดังเห็นได้จากปริมาณการผลิตพลาสติกโดยรวมทั่วโลกนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยแล้ว พบว่าปริมาณการผลิตพลาสติกมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยต่อปีราวร้อย ละ 5 ในระหว่างปี ค.ศ. 1985 - ค.ศ. 2000 และคาดว่าความต้องการบริโภคพลาสติกจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวด ล้อมอย่างใน กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก แต่ความสามารถในการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ใหม่หรือพลังงานที่ได้กลับคืนมาใช้ ยังอยู่ระดับต่ำเพียงแค่ร้อยละ 30 เท่านั้น ซึ่งไม่ทันต่อปริมาณการใช้พลาสติกที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จึงก่อให้เกิดขยะเป็นจำนวนมากในแต่ละปีและส่งผลกระทบด้านการกำจัด เนื่องจากพลาสติกได้ถูกออกแบบให้ ใช้งานได้ครั้งเดียว

    แม้ว่าจะมีการรณรงค์ด้วยมาตรการต่างๆ ก) ทั้งการลดปริมาณการใช้พลาสติก ข) การนำกลับมาใช้ใหม่ และ ค)การกลับคืนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ใหม่ แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้มากนัก เนื่องจาก ต้นทุนในการจัดการขยะดังกล่าวมีราคาที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งการรณรงค์ให้ประชาชนเก็บรวบรวมและการคัดแยกขยะเพื่อมาใช้ใหม่ไม่ บรรลุผล จึงเป็นผลให้ปริมาณขยะพลาสติกของโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและได้กลาย เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตพลาสติก คือ น้ำมันปิโตรเลียมหรือเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ซึ่งเป็นทรัพยกรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด และคาดว่าจะหมดไปในอีกไม่นานนัก ดังนั้นผลพลอยได้จากการกลั่นปิโตรเลียมแล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติก ราวร้อยละ 5 นั้น นอกจากราคาจะเปบี่ยนแปลงไปตามสภาพของราคาน้ำมันแล้ว ยังอาจประสบปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบได้ในอนาคตอีกด้วย รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเช่น ภาวะโลกร้อน การสะสมของพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ได้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการค้นหาแหล่งวัตถุดิบทดแทนใหม่และ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมระดับแนวหน้าของโลก ได้มีการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพ ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีเทียบเท่ากับพลาสติกที่ใช้งานกันอยู่ใน ปัจจุบัน พลาสติกชีวภาพจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่เกิดจากความต้องการของผู้บริโภคบวกกับ แรงผลักดันจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การพัฒนาธุรกิจของอุตสาหกรรมพลาสติกเพื่อการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ต่อไป

    ที่มา : http://www2.mtec.or.th/th/special/biodegradable_plastic/type_de_plas.html

    ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php

  • รู้จักกับฟิล์ม ลามิเนต
  • รู้จักกับฟิล์มลามิเนต (Laminated Films)

    ฟิล์มพลาสติกสามารถผลิตได้จากเม็ดพลาสติกหลายชนิด ทั้ง Polyester (PET), Polypropylene(PP), Polyethylene (HDPE, LDPE, LLDPE) Polyvinyl Chloride (PVC)โดยฟิล์มทีผลิตจากพลาสติกแต่ละชนิดจะมีคุณลักษณะเฉพาะตัวตามคุณสมบัติของฟิล์มที่แตกต่างกันออกไป เช่น คุณสมบัติทนความร้อน ป้องกันการกัดกร่อนจากสารเคมี ป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ การหดตัว เมือโดนความร้อน การป้ องกันการซึมผ่านของก๊าซอ๊อกซิเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจุบันฟิล์มพลาสติกได้ถูกนํามาใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เช่น นํามาผลิตเป็นถุงพลาสติก ซองพลาสติก หรือถูกนํามาทอเป็นกระสอบเป็นต้น โดยฟิล์มพลาสติกทีใช้สําหรับผลิตบรรจุภัณฑ์สามารถผลิตได้จากฟิล์มหลากหลายประเภทขึนอยู่กับความต้องการของผู้ผลิต เช่น ฟิล์มยืด ฟิล์มหด และฟิล์มลามิเนต(Laminated Films) ก็เป็นหนึงในฟิล์มหลายๆ ประเภทที่ได้รับความนิยมในการนํามาใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบัน

    ฟิล์มลามิเนต

    ลามิเนต (Laminate) ตามความหมายใน พจนานุกรม มีความหมายว่า “การทําให้เป็นแผ่นบางๆ, ประกอบด้วยชั้นบางๆ” เช่นเดียวกับฟิล์มพลาสติกลามิเนตก็หมายถึง แผ่นฟิล์มพลาสติกทีผ่านกระบวนการลามิเนตโดยการนําฟิล์มพลาสติกหลายๆ ชันมาเคลือบติดเข้าด้วยกันเป็นฟิล์มแผ่นเดียว หรือการเคลือบฟิล์มพลาสติกเข้ากับวัสดุอื่นๆ เช่น กระดาษหรือฟอยล์โลหะ โดยทําการยึดติดระหวางชันฟิล์มด้วยการใช้ความร้อน หรือใช้กาว (adhesive) โดยฟิ ล์มลามิเนตจะมีจํานวนชั้นของฟิล์มมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตามความต้องการของผู้ผลิต

    ประเภทของฟิล์มสําหรับการลามิเนต

    ประเภทของฟิล์มทีนํามาเข้ากระบวนการลามิเนตจะขึ้นอยู่กับการนําไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์หรือส่วนประกอบสําหรับสินค้าประเภทอะไร และบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าประเภทดังกล่าวต้องการคุณสมบัติในด้านใดบ้าง เมือทราบความต้องการดังกล่าวแล้วจึงจะสามารถเลือกประเภทของฟิล์มให้เหมาะสมและมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการเพื่อทําการลามิเนตต่อไป

    เภทของฟิล์มและวัสดุที่นิยมนํามาผลิตฟิล์มลามิเนตสําหรับบรรจุภัณฑ์มีดังนี้

    ฟิล์ม Polyethylene : PE

    ส่วนใหญ่นิยมใช้ฟิล์ม LDPE และฟิล์ม LLDPE ในชั้นในสุดหรือชั้นที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง โดยฟิล์ม PE ให้คุณสมบัติยืดหยุ่นได้ดี ทนความร้อนได้สามารถใช้กับกระบวนการปิดผนึกด้วยความร้อนได้ (Heat Sealing)และยังสามารถต้านทานต่อการกัดกร่อนจากสารเคมีและการกัดกร่อนจากกรดบางประเภทได้ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ถุงเย็นถุงซิป  ฟิล์มยืด ฟิล์มหด ฟิล์มคลุมดิน

    ฟิล์ม Polypropylene: PP

    ฟิล์ม PP ทีนิยมใช้ในกระบวนการลามิเนตคือฟิล์ม CPP (Cast Polypropylene Film) และ ฟิล์ม BOPP(Biaxially Oriented Polypropylene Film) ซึงฟิล์มทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติโดดเด่นมากทั้งในด้านความใส ผิวมันวาว เหนียว ทนต่อแรงดึง ไม่มีไฟฟ้าสถิตย์ กันน้ำได้ดี ฟิล์ม CPP และ BOPP มักถูกใช้ควบคู่กันโดยCPP จะทําหน้าทีเป็นชั้นเคลือบเพื่อให้อาหารหรือสินค้าทีบรรจุปลอดภัยจากผลกระทบของสีทีพิมพ์ลงบน BOPP ฟิล์มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ฟิล์มหุ้มซองบุหรี่

    ฟิล์ม Polyester : PET

    ฟิล์ม PET ทีนํามาใช้ในการลามิเนตคือฟิล์ม BOPET (Biaxially Oriented Polyethylene Terephthalate)มีผิวที่เงางาม เรียบ มีความใสทนทานต่อการฉีกขาดหรือการกดกระแทก รักษารูปทรงได้ดีในอุณหภูมิระดับต่างๆทนความร้อนสูงสามารถใช้กับไมโครเวฟได้ ทนทานต่อความชื้น ทนสารเคมีและตัวทําละลายได้หลากหลายประเภท สามารถป้องกันการซึมผ่านของก๊าซต่างๆ ได้ดี และ มีคุณสมบัติในการถนอมและรักษากลินของอาหาร และรักษาความกรอบของขนมขบเคี้ยวได้ดีกว่าฟิล์ม  BOPP ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน ฟิล์มสําหรับแผงโซลาเซลล์

    ฟิล์ม Nylon, Polyamide : PA

    ฟิล์ม PA ที่นิยมนํามาใช้ในการลามิเนตก็คือฟิล์ม BOPA (Biaxially Oriented Polyamide Film) มีคุณสมบัติทีดีในการต้านทานการรั่วซึม ทนต่ออุณภูมิร้อน-เย็น มีความเหนียวเป็นพิเศษ BOPA จึงสามารถนํามาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์สูญญากาศ สําหรับบรรจุอาหารได้ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์สูญญากาศสําหรับอาหารแช่แข็ง ถุงข้าวสาร

    ฟิล์ม Metalized

    เป็นฟิล์มพลาสติกทีผ่านกระบวนการฉาบด้วยโลหะอลูมิเนียม (Aluminum) ทําให้ซองบรรจุภัณฑ์มีสีสันแวววาว กันการซึมผ่านของก๊าซได้ดี ช่วยยืดอายุของสินค้าภายในได้ดีกว่าแผ่นฟิล์มชนิดธรรมดา ฉะนั้นฟิล์ม Metalized จึงเหมาะกับการนําไปใช้งานในด้านบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างมาก โดยฟิล์ม Metalizedที่นิยมใช้ในการลามิเนตได้แก่ M-BOPA (Metalized Nylon Film), M-CPP (Metalized Cast Polypropylene Film), M-PET (Metalized Polyester Film) เป็นต้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ซองขนมซองกาแฟสําเร็จรูป 3in1

    ฟอยล์อลูมิเนียม  Aluminum Foil

    ฟอยล์อลูมิเนียมมีคุณสมบัติสําหรับการผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ดี่ที่สุดถ้าเทียบกับฟิล์มพลาสติกชนิดอื่นๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็มีราคาแพงที่สุดเช่นกัน โดยฟอยล์อลูมิเนียมมีคุณสมบัติในการป้องกันได้ทั้งก๊าซต่างๆ กันการซึมผ่านของก๊าซ น้ำ กลิ่น น้ำมัน และแสง ได้อย่างดีเยี่ยม ทําให้สามารถปกป้องและถนอมผลิตภัณฑ์ทีบรรจุอยู่ภายในได้ยาวนานกว่า ฟิล์มชนิดอื่นๆ อลูมิเนียมฟอยล์ใช้ได้กับ บรรจุภัณฑ์อาหาร ยา ฯลฯ ทั้งทีเป็นของแข็งและของเหลว ถ้าหากผลิตภัณฑ์กัดกร่อนได้ก็ยังสามารถเคลือบฟอยล์อลูมิเนียมด้วยสารอื่นๆที่ทนต่อการกัดกร่อน ได้และผิวของฟอยล์อลูมิเนียมก็มีความมันวาวสวยงามเช่นเดียวกับฟิล์ม Metalized อีกด้วย

    กระบวนการผลิตฟิล์มลามิเนต

    กระบวนการผลิตฟิล์มลามิเนตทําได้สองวิธีหลักๆ ได้แก่ การลามิเนตให้ฟิล์มยึดติดประสานกันด้วยความร้อน (Thermal Lamination) และการลามิเนตโดยใช้กาว (adhesive) เป็นตัวประสานให้ฟิล์มยึดติดกัน (Wet Lamination)

    รูปที่ 1 กระบวนการลามิเนตด้วยความร้อนแบบ 2 ชั้น

     

    กระบวนการลามิเนตด้วยความร้อนในรูปที 1 เป็นการผลิตฟิล์มลามิเนตแบบสองชั้น โดยฟิล์มจาก ply หมายเลข 1 และ ply หมายเลข 2 จะถูกส่งมาที Heating and Combining Drum เพื่อที่จะให้ความร้อนทําให้ฟิล์มประสานติดกัน แล้วฟิล์มจะถูกส่งต่อไปยัง Heat roll ทียังคงให้ความร้อนต่อเพื่อทีจะรักษาระดับความหนาและขนาดของฟิล์มให้คงทีก่อนทีจะทําการม้วนเก็บหรือส่งต่อไปยังกระบวนการอืนๆ ต่อไป โดยการลามิเนตด้วยวิธีนี้นิยมใช้กับฟิล์มทีมีความหนาไม่มากและไม่จําเป็นต้องใช้ความร้อนมากนัก จึงไม่จําเป็นต้องให้ความร้อนแก่ฟิล์ม (Preheat) ก่อนทีจะส่งฟิล์มเข้าสู่ Heating and Combining Drum


    รูปที่ 2 กระบวนการลามิเนตด้วยความร้อนแบบ 3 ชั้น

    กระบวนการลามิเนตด้วยความร้อนแบบ 3 ชั้น ดังรูปที่ 2 จะแตกต่างกับกระบวนการในรูปที่ 1 ที่เพิ่ม ฟิล์มเข้ามาอีกชันที่ ply หมายเลข 3 ซึ่งในแต่ละ ply จะมีระบบให้ความร้อนแก่ฟิล์ม (Preheat roll system) ก่อนทีจะส่งฟิล์มไปยัง Heating and Combining drum ทีมีการให้ความร้อนเพิ่มเติมจากภายนอก  (External Radiant heat source) เพื่อทีจะทําให้ฟิล์มมีอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสําหรับการประกบและยึดติดกันนั่นเอง

     

    รูปที่ 3 กระบวนการลามิเนตโดยใช้กาว (adhesive)

     

    กระใช้กาว (adhesive) หรือสารเคมีชนิดอื่นๆ มาเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างชั้นฟิล์ม ก็เพราะว่าฟิล์มบางชนิดไม่สามารถประสานติดกันได้อย่างสมบูรณ์ด้วยการใช้ความร้อนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากคุณสมบัติทางกายภาพของฟิล์มทั้งสองชนิดไม่สามารถเข้ากันได้ ดังรูปที่ 3 เป็นกระบวนการลามิเนตฟิล์ม โดยมีการใช้กาวหรือสารเคลือบประสานฟิล์ม (adhesive) ทีมีคุณสมบัติเป็น 100%-solid base ซึ่งทําให้สามารถประสานติดฟิล์มเข้าด้วยกันได้ทันทีเมือฟิล์มเข้าสู่กระบวนการที Heating and combining Drum โดยไม่จําเป็นต้องทําการเป่าลมร้อนให้ฟิล์มแห้งหลังจากทําการเคลือบฟิล์มด้วยกาว หรือสารเคลือบประสาน (adhesive) ที่ ply หมายเลข 2 ซึ่งกระบวนการลามิเนตด้วยการใช้กาว  (adhesive) ชนิด 100%-solid base นี้จะทําให้สามารถลามิเนตฟิล์มให้ประสานติดกันด้วยอุณหภูมิทีตํ่ากว่าอุณหภูมิปกติ (below cri tical temperature)ของฟิล์มนั้นๆ  ทีใช้ในการลามิเนตแบบ Thermal Lamination

    รูปที่ 4 กระบวนการลามิเนตโดยใช้กาว (adhesive) ร่วมกับ Dryer

     

    กระบวนการลามิเนตฟิล์มในรูปที 4 นั้นเป็นกระบวนการลามิเนตฟิล์มโดยใช้กาว(adhesive) ประเภททีไม่ใช่ 100%-solid base จึงจําเป็นต้องมีเครื่องเป่าลมร้อนเพือเป่าไล่นําและตัวทําละลายอื่นๆ (solvent)  ให้เหลือแค่เนื้อของกาวหรือสารเคลือบประสานฟิล์ม (adhesive) ทีมีคุณสมบัติ 100%-solid base เท่านั้นซึงขันตอนนี้ จะทําให้ฟิล์มมีคุณสมบัติที่พร้อมจะทําการลามิเนตในกระบวนการต่อไปนั้นเอง

     

     

    credit

    สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

    http://www.oie.go.th 

     

    ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php

     

  • รีทอร์ตเพ้าช์ (Retort pouch)
  •  

    บุษกร ประดิษฐนิยกูล

    รีทอร์ต เพาช์ (retort pouch) เป็นชื่อของบรรจุภัณฑ์ประเภทหนึ่งที่สามารถบรรจุผลิตภัณฑ์แล้วนำไปฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ด้วยเหตุนี้จึงสามารถรักษา คุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ได้นานเป็นปี เทคโนโลยีนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนการใช้กระป๋องโลหะโดยมหาวิทยาลัย แห่ง หนึ่งในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1940 สำหรับนำมาใช้ในการบรรจุเสบียงแจกแก่ทหารในขณะออกรบต่อมาการใช้ รีทอร์ต เพาช์ ได้แพร่หลายยิ่งขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารและยา ในหลายๆ ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป ผลิตภัณฑ์อาหาร ที่นิยมในบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ เช่น อาหารเนื้อ ปลา ซุป น้ำผลไม้ ขนมอบ ฯลฯ

    รูปแบบของรีทอร์ต เพาช์ ที่นิยมที่สุดคือ เป็นถุง ประกอบด้วยวัสดุอ่อนตัว ซึ่งทำจากฟิล์มพลาสติกหลายชิ้น มักมีการเสริมคุณสมบัติให้สามารถสกัดกั้นไอน้ำและก๊าซได้ดี ด้วยการใช้ร่วมกับอะลูมิเนียมฟอยล์ คุณสมบัติที่ สำคัญอื่นๆ ของรีทอร์ต เพาช์ ได้แก่ ต้องทนอุณหภูมิช่วงต่ำกว่า 0 ํซ. และสูงจนถึง 121 ํซ. ได้ ไม่ทำปฏิกิริยา กับอาหาร สามารถรักษากลิ่นและรสชาติของอาหารไว้ได้ตลอดระยะเวลา การจำหน่าย รวมทั้งต้องมีความ แข็งแรงไม่แตกหรือฉีกขาดง่ายด้วย 

    หลักการโดยทั่วไปของรีทอร์ต เพาช์ คือ เมื่อผลิตออกมาเป็นถุงตามโครงสร้างที่ต้องการ จะทำการบรรจุอาหารลงในถุง แล้วดึงอากาศที่เหลือ ออกก่อนปิดผนึกปากถุงด้วยความร้อน หลังจากนั้นจึงทำการฆ่าเชื้อภายใต้ความดันระหว่าง 25–30 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถ้าใช้ความดันมากกว่านี้ จะมีผลทำให้รอยปิดผนึกของถุงแตกได้ การฆ่าเชื้อดังกล่าวมีการใช้กันอยู่ 3 วิธีคือ ใช้น้ำ – อากาศ ไอน้ำ – อากาศ และรังสีไมโครเวฟ

    ขนาดบรรจุของรีทอร์ต เพาช์ ที่ออกสู่ตลาดในปัจจุบันมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ขนาดเล็กสำหรับการขายปลีก มีความจุ 4, 8 และ 16 ออนซ์ ส่วนขนาดใหญ่สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมมีความจุ 32 ออนซ์ สำหรับประเทศไทย แม้ว่าการใช้รีทอร์ต เพาช์ จะยังไม่แพร่หลายมากนักในขณะนี้ เนื่องจากต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีในอนาคตเพื่อสนองตอบต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย ซึ่งนับวันจะ ก้าวหน้ายิ่งขึ้น การแข่งขันทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะในด้านการบรรจุภัณฑ์จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารของ ไทยสามารถ แข่งขันในตลาดโลกได้ 

     

    ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php

     

  • ฟิล์มหด
  • มยุรี ภาคลำเจียก

     

    ในระบบการจัดจำหน่ายสินค้าปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการขายส่งหรือขายปลีกก็ตาม การบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ฟิล์มหด เพื่อห่อรัดสินค้ากำลังได้รับ ความนิยมสูง โดยใช้กับสินค้านานาชนิดจำพวกเครื่องอุปโภคบริโภค และสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งนี้เนื่องจาก อำนวยประโยชน์หลายประการ อาทิ ใช้รวมสินค้าหลาย ชิ้นให้เป็นหน่วยใหญ่ ซึ่งช่วยให้ความสะดวกต่อการ ลำเลียงขนส่งและเก็บรักษา ใช้ห่อสินค้า เช่น สมุด กระดานไวท์บอร์ด เครื่องเขียนต่างๆ เพื่อป้องกันฝุ่นละออง ใช้หุ้มรัดสินค้าขายปลีกกับของแถม เข้าด้วยกันเพื่อส่งเสริมการขาย และใช้หุ้มรัดรอบฝาขวดเพื่อกันการขโมยเปิด เป็นต้น 

    ฟิล์มหดนี้มาจากศัพท์เทคนิคว่า “shrink film” ซึ่งเรียกตามคุณสมบัติของฟิล์มนั่นเอง กล่าวคือ มันจะหดตัวเมื่อ ได้รับลมร้อน วัสดุที่ใช้ทำฟิล์มหด ได้แก่ พลาสติกที่โมเลกุลถูกทำให้เรียงตัวกันในระหว่างการผลิตฟิล์ม ชนิดของ พลาสติกที่นิยมใช้ที่สุดคือ พอลิไวนิลคลอไรด์ (polyvinyl chloride-PV) และพอลิเอทีลีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (Low density polyethylene-LDPE)

    ในการใช้งานมีวิธีการง่ายๆ ดังนี้ นำฟิล์มดังกล่าวมาทำเป็นถุงแล้วสวมครอบสินค้าอย่างหลวมๆ จากนั้นนำไปผ่านลมร้อนซึ่งได้มาจาก เครื่องเป่าผม ธรรมดาหรือปืนก๊าซหรืออุโมงค์ร้อนก็ได้ ขึ้นกับขนาดของสินค้าและความเร็วที่ต้องการ เป็นผลให้ฟิล์มหดตัวและรัดแน่นกับสินค้าที่สวมอยู่

    ปัจจัยในการเลือกใช้ฟิล์มหดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติของฟิล์มหดที่ใช้ เป็นหลัก อาทิ ความหนา ความเหนียว ความแข็งแรงของรอยปิดผนึก ความใส อุณหภูมิในการหดตัว เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้อง ควบคุมอุณหภูมิของลมร้อนและระยะเวลาที่ผ่านลมร้อนให้เหมาะสมกับชนิดของฟิล์ม การขาดความพิถีพิถัน ในปัจจัยเหล่านี้ นอกจากจะทำให้เกิดการแตกขาดของฟิล์มหรือการยับย่นแล้ว ยังมีผลให้สินค้าขาดความ เชื่อถือและไม่เป็นที่ยอมรับของผู้ซื้ออีกด้วย

     

    ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php

     

  • ขนมขบเคี้ยวในบรรจุภัณฑ์พลาสติก
  • บุษกร ประดิษฐ์นิยกุล

     

    ขนมขบเคี้ยวหรือตามภาษาที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า อาหารว่าง (snack) เป็นอาหารที่มักรับประทาน ระหว่าง มื้อในยามพักผ่อนหรือยามว่าง หรือจัดให้รับประทานในงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ มักทำจากมันฝรั่ง ข้าว ข้าวโพด ถั่ว เนื้อ หรือปลา นำมาปรุงรสแล้วผ่านกรรมวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอบ ทอด แล้วนำมาฉีกหรือรีดเป็นเส้นๆ หรือแผ่นบางๆ โดยทั่วไปแล้ว เรามักจะเห็นขนมขบเคี้ยวบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกที่ออกแบบกราฟฟิกพิมพ์สีสัน สวยงาม วางจำหน่ายอยู่ตามชั้นในร้านค้าแถวบ้าน หรือในซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยที่จะวางขายอยู่ได้นาน ถ้าไม่มี การ เปิดถุงหรือซองบรรจุขนมเหล่านั้น ทั้งนี้ เพราะผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวเหล่านี้ได้เลือกชนิดของฟิล์มพลาสติก เพื่อที่จะถนอมและ รักษาคุณภาพของขนมให้มีอายุการเก็บได้นาน ตลอดอายุการวางจำหน่ายนั่นเอง

    เนื่องจากขนมขบเคี้ยวที่ผลิตขายมักมีปริมาณความชื้นต่ำ จึงดูดความชื้นจากภายนอกได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ขนมหายกรอบมีปริมาณของไขมันสูง เพราะต้องทอดหรืออบในน้ำมัน จึงมักจะก่อปัญหาทำให้เกิดกลิ่นหืนได้ง่าย หรือบางชนิดอาจกรอบหรือแตกง่าย เช่น ขนมปังกรอบ (cracker) หรือขนม ประเภทถั่วต้องเติมเกลือเพื่อให้เค็มเป็น การเพิ่มรสชาติ ดังนั้นการเลือกใช้ฟิล์มพลาสติกในการบรรจุขนม จึงต้องคำนึงถึงคุณสมบัติของฟิล์มที่สามารถ ป้องกันความเสียหายอันเกิดจากคุณสมบัติต่างๆ ของขนมได้ เช่น

    * ต้องสามารถป้องกันความชื้นได้ ตัวอย่าง เช่น ฟิล์มพลาสติกชนิด PE, PP, PET เป็นต้น

    * ต้องป้องกันการซึมผ่านของไขมันได้ ทำให้ไม่มีคราบน้ำมันเกาะติดอยู่ที่ผิวนอกของถุงพลาสติกที่สามารถกันไขมันได้ดี เช่น PP, ionomer

    * ต้องป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ โดยเฉพาะก๊าซออกซิเจนพลาสติกที่กันไม่ให้ก๊าซผ่านได้ง่าย และสามารถรักษากลิ่นได้ด้วย เช่น nylon และ PVDC

    นอกจากนี้ผู้ผลิตยังต้องพิจารณาและศึกษาในเรื่องของอายุการเก็บของขนมหรือระยะเวลาในการวางขาย เครื่องจักรสำหรับบรรจุ รวมทั้งแหล่ง ผลิตฟิล์มและราคาด้วย เพื่อเป็นข้อกำหนดในการเลือกใช้ถุงพลาสติก ให้เหมาะสม จึงเห็นได้ว่ากว่าจะมาเป็นขนมขบเคี้ยวให้เด็กๆ ได้รับประทานเล่นๆ อย่างเอร็ดอร่อยนั้นมีที่มา ที่ยุ่งยากไม่ใช่น้อยเลย

     

    ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php

     

  • ซองบรรจุอาหาร
  • ไพศักดิ์  อนันต์นุกูล

    ปัจจุบันมีอาหาร ขนมขบเคี้ยวรสชาติและรูปแบบต่างๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันฝรั่งทอดกรอบ ข้าวเกรียบ คุกกี้ ข้าวโพดคั่ว ขนมอบกรอบ และอื่นๆ อีกมากมายที่บรรจุในซองพลาสติก วางขายตามท้องตลาด เมื่อเราซื้อมา บริโภคจะพบว่าบางครั้งสินค้าข้างในซองจะอ่อนนุ่มไม่กรอบ หรือบางทีก็ มีกลิ่นเหม็นหืน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ซองอาหารบรรจุและปิดผนึกเรียบร้อยมิดชิด

    ซองอาหารหรือขนมทำมาจากแผ่นฟิล์มพลาสติกและมักทำจากฟิล์มพลาสติกหลายชนิดหรือหลายแผ่นมาประกบกัน เช่น polyethylene ประกบกับ polypropylene หรือ polyethylene ประกบกับฟิล์ม metalized เป็นต้น เพื่อเพิ่มหรือทำให้คุณสมบัติต่างๆ ของซองอาหารดีขึ้น เช่น ความแข็งแรง ความสามารถในการปิดผนึก และคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่มีผลต่อคุณภาพของอาหารและขนมขบเคี้ยวเหล่านั้นมาก คือ คุณสมบัติในการ ซึมผ่าน ซึ่งหมายถึงการซึมผ่านของไอน้ำ

    และก๊าซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซออกซิเจน เพราะโดยปกติแล้วฟิล์มพลาสติกชนิดต่างๆ ไม่สามารถป้องกันน้ำและก๊าซได้ 100% และแต่ละชนิดก็จะป้องกันการซึมผ่านได้ไม่เท่ากัน บางชนิดอาจจะป้องกันการซึมผ่านของ ก๊าซออกซิเจนได้ไม่ดี เช่น oriented polypropylene, polyethylene บางชนิดป้องกันการซึมผ่านของก๊าซออกซิเจนได้ดี แต่ป้องกันไอน้ำได้ไม่ดี เช่น nylon บางชนิดป้องกันได้ดีทั้งสองอย่าง เช่น polyethylene terephthalate (PET) หรือบางชนิดป้องกันได้ไม่ดีทั้งสองอย่าง เช่น PVC ดังนั้นผู้ผลิตจึงพยายามเลือกชนิดของฟิล์มพลาสติกที่มีคุณสมบัติเด่น 

    แตกต่างกันมาประกบกัน เพื่อทำซองให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงระยะเวลาการวางจำหน่าย 

    ถึงแม้ว่าจะมีการประกบกันของฟิล์มพลาสติกหลายชนิด แต่ก็ยังมีการ ซึมผ่านเข้าของไอน้ำและก๊าซออกซิเจนได้จำนวนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อเราซื้ออาหารขบเคี้ยว ที่มีวางขายตามร้านมาช่วงเวลาหนึ่งแล้วพบว่าอาหารไม่กรอบ ก็เป็นเพราะว่ามีการซึมผ่านของไอน้ำเข้าไปผสมในอาหารทีละน้อยจนกระทั่งชื้น หรืออาหารมีกลิ่นเหม็นหืนก็เพราะมีการซึมผ่านของก๊าซออกซิเจนเข้าไป ทีละน้อย เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันกับอาหารจนมีกลิ่นเหม็นหืนดังกล่าว 

    ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php

  • ประกาศของกระทรวงสาธารณะสุขฉบับที่ 295(พ.ศ.2548)
  • ชนิดของพลาสติกที่ยอมให้ใช้กับอาหารทั่วไป

    Polyvinyl chloride (PVC)

    Polycarbonate (PC)

    Polyethylene (PE)& Polypropylene (PP)

    Nylon (PA)

    Polystyrene (PS)

    Polyvinyl alcohol (PVA)

    Polyvinyllidene chloride (PVDC)

    Polylmethyl methacrylate (PMMA)

    Polyethylene Terephthalate (PET)

    Polymethyl pantene (PMP)

    Melamine   

     

    ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของเราได้ที่ http://www.worldpack.co.th/package.php

  • วัตถุดิบและคุณสมบัติของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต Flexible Packaging
  • PE = Polyethylene PVC
    = Polyvinyl Chloride
    LDPE = Low Density Polyethylene CPP = Cast Polypropylene
    LLDPE = Linear Low Density Polyethylene PET
    = Polyethylene Terephthalate
    HDPE = High Density Polyethylene BOPP
    = Biaxially Oriented Polypropylene
    EVA = Ethylene Vinyl Acetate Copolymer EVOH = Saponified Ethylene Vinylacetate Copolymer
    PP = Polypropylene AL = Aluminium Foil
    PS
    = Polystyrene      

    คุณสมบัติของฟิล์ม PET

    ข้อดี ข้อเสีย
    เนื้อฟิล์มใสมาก (Clarity) ความสามาถในการป้องกันความชื้นและอากาศไม่ดี
    ทนต่อความร้อนสูงมาก (Heat resistance) ไม่มีคุณสมบัติ Heat sealable
    ทนต่อความเย็นได้ดี (Cold resistance) ทนต่อด่างไม่ดี (Alkali resistance)
    ความแข็งของฟิล์มดีมาก (Stiffness) ต้นทุนแพง (Expensive)
    ความแข็งแรงของฟิล์มดีมาก (Tensile Strength) เนื้อฟิล์มไม่เหนียว (Toughness)
    ค่าระเบิดผิวฟิล์มสูงมาก (High-Corona-treat)  
    ทนต่อ Alcohol ได้ดีมาก  
    ทนต่อกรดได้ดีมาก (Acid resistance)  
    ความสามารถในการป้องกันกลิ่นได้ดี  
    สามารถเข้า Micro-wave ได้  

    คุณสมบัติของฟิล์ม MPET

    ข้อดี ข้อเสีย
    เนื้อฟิล์มเงามาก (Gloss) ไม่มีคุณสมบัติ Heat sealable
    ทนต่อความร้อนที่สูงมาก (Heat resistance) ทนต่อด่างไม่ดี (Alkali resistance)
    ทนต่อความเย็นได้ดี (Cold resistance) ต้นทุนแพง (Expensive)
    ความแข็งของฟิล์มดีมาก (Stiffness) เนื้อฟิล์มไม่เหนียว (Toughness)
    ความแข็งแรงของฟิล์มดีมาก (Tensile Strength)  
    ทนต่อ Alcohol ได้ดีมาก  
    ทนต่อกรดได้ดีมาก (Acid resistance)  
    ความสามารถในการป้องกันกลิ่นได้ดีมาก  
    ความสามารถในการป้องกันความชื้นได้ดีมาก
     
    ความสามารถในการป้องกันอากาศได้ดีมาก
     
    ไม่เกิดการ Crack เมื่อโดนกระทำ
     

    คุณสมบัติของฟิล์ม BOPP

    ข้อดี ข้อเสีย
    เนื้อฟิล์มใส (Clarity) ไม่ทนต่อความร้อน (Heat resistance)
    ความแข็งแรงของฟิล์มดี (Stiffness) ไม่มีคุณสมบัติเป็น Heat Seal-ability
    ทนต่อความเย็นดี (Cold resistance) ความสามารถในการป้องกันออกซิเจนไม่ดี (O2TR)
    ความสามารถในการป้องกันความชื้นดี (WVTR) ความสามารถในการป้องกันกลิ่นไม่ดี (Flavor barrier)
    ทนต่อ Alcohol ได้ดี ค่าระเบิดผิวฟิล์มต่ำ (Corona treat)
    ทนต่อกรดได้ดีมาก (Acid resistance) อายุการเก็บสั้น
    ทนต่อด่างดีมาก (Alkali resistance) เนื้อฟิล์มไม่เหนียว (Toughness)
    ต้นทุนถูก (Cheaper)  

    คุณสมบัติของฟิล์ม MOPP

    ข้อดี ข้อเสีย
    เนื้อฟิล์มเงา (Gloss) ไม่ทนต่อความร้อน (Heat resistance)
    ความแข็งแรงของฟิล์มดี (Stiffness) ค่า Heat seal-Strength ต่ำ
    ทนต่อความเย็นดี (Cold resistance) ค่าระเบิดผิวฟิล์มต่ำ (Corona treat)
    ความสามารถในการห้องกันความชื้นดีมาก อายุการเก็บสั้น
    ทนต่อ Alcohol ได้ดี เนื้อฟิล์มไม่เหนียว (Toughness)
    ทนต่อกรดได้ดีมาก (Acid resistance)  
    ทนต่อด่างดีมาก (Alkali resistance)  
    ความสามารถในการป้องกันออกซิเจนดีมาก (O2TR)  
    ความสามารถในการป้องกันกลิ่นดีมาก (Flavor barrier)  

    คุณสมบัติของฟิล์ม Nylon

    ข้อดี ข้อเสีย
    เนื้อฟิล์มใส (Clarity) ความแข็งของฟิล์มไม่ดี (Stiffness)
    ทนต่อความร้อนได้ดี(Heat resistance) ไม่มีคุณสมบัติเป็น Heat seal-ability
    ทนต่อความเย็นได้ดีมาก(Cold resistance) ความสามารถในการป้องกันความชื้นไม่ดี(WVTR)
    ความสามารถในการป้องกันออกซิเจนได้ดี (O2TR) ไม่ทนต่อกรด (Acid resistance)
    มีความสามารถป้องกันกลิ่นได้ดี (Flavor resistance) ไม่ทนต่อ Alcohol
    ทนต่อด่างได้ดี (Alkali resistance) ต้นทุนสูงมาก (High costing)
    เนื้อฟิล์มเหนียวมาก (Toughness)  

    คุณสมบัติของฟิล์ม MCPP

    ข้อดี ข้อเสีย
    เนื้อฟิล์มเงา ความแข็งแรงของเนื้อฟิล์มไม่ดี
    ทนต่อความร้อนปานกลาง ไม่ทนต่อความเย็น
    ความสามารถในการซีลดี เกิดการ Crack เมื่อโดนกระทำ
    สามารถป้องกันความชื้นดี  
    สามารถป้องกันกลิ่นได้ดี  
    สามารถป้องกันออกซิเจนได้ดี  
    ทนต่อกรดได้ดี  
    ทนต่อด่างได้ดี  
    ทนต่อ Alcohol ได้ดี  

    คุณสมบัติที่มีผลต่ออายุการเก็บผลิตภัณฑ์

    1. โครงสร้างของฟิล์ม
    2. ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุ
    3. สภาพแวดล้อมของการบรรจุ
    4. ความสมบูรณ์ของรอยซีล
    5. คุณภาพของฟิล์ม

    โครงสร้างที่เหมาะสำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์

    1. ผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร (Foods) ประกอบด้วย
      1. อาหารสัตว์ (Pet - Food) เช่น สุนัข แมว กระต่าย ปลา เป็นต้น โครงสร้างที่เหมาะสม
        • 2 ชั้น
          • Bopp or Bopp(co-ex) // LLdpe
          • Pet // LLdpe , Mcpp
          • Nylon // LLdpe
        • 3 ชั้น
          • Bopp or Bopp (Coex) // Mpet or Alu-Foil // LLdpe
          • Pet // Mpet , Alu-Foil // LLdpe
          • กรณีต้องการอายุการเก็บสินค้าไม่เกิน 3 เดือน ใช้ LLdpe ,Cpp
          • กรณีต้องการอายุการเก็บสินค้าไม่เกิน 6 เดือน ต้องมี Mcpp , Hdpe
          • กรณีต้องการอายุการเก็บสินค้าไม่เกิน 1 ปี ต้องมี Mpet
          • กรณีต้องการอายุการเก็บสินค้าไม่เกิน 2 ปี ต้องมี Alu-Foil
      2. อาหารประเภทปรุงรส (Seasoning) เช่นผงพะโล้, ผงแกงเขียวหวาน, ผงกระหรี่ ผงวุ้น เป็นต้น โครงสร้างที่เหมาะสม
        • 2 ชั้น
          • Pet // LLdpe, Cpp (ใช้เป็นซองนอก)
          • K-Pet // LLdpe, Cpp
          • Bopp // Cpp, LLdpe
          • K-Bopp // LLdpe, Cpp
          • K-Nylon // LLdpe, Cpp
        • 3 ชั้น
          • Bopp // Mpet or Alu // LLdpe
          • Pet // Mpet or Alu // LLdpe
      3. เครื่องดื่มประเภท นมผงและกาแฟ โครงสร้างที่เหมาะสม
        • 2 ชั้น
          • Bopp // LLdpe
          • Pet // LLdpe
          • Nylon // LLdpe
        • 3 ชั้น
          • Bopp // Mpet or Alu // Pe
          • Pet // Mpet or Alu // LLdpe
          • Pet // Mpet or Alu // Pe
    2. ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร (Non - Foods)
      1. น้ำยา เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาขัดห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยารีดผ้า โครงสร้างที่เหมาะสม
        • 2 ชั้น
          • Pet // LLdpe
          • Nylon // LLdpe
      2. เครื่องสำอาง เช่น น้ำยายืดผม ยาสระผม ครีมนวดผม โครงสร้างที่เหมาะสม
        • 2 ชั้น
          • Pet // LLdpe
          • Nylon // LLdpe
        • 3 ชั้น
          • Pet // Alu // LLdpe
          • Nylon // Alu // LLdpe

contact@worldpack.co.th