คลื่น”ไมโครเวฟ”กับสารตกค้าง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ต้องไม่มองข้าม

คลื่น”ไมโครเวฟ”กับสารตกค้าง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ต้องไม่มองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา 0:00 น. การบริโภคอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อหาได้สะดวกกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคสมัยนี้ โดยเฉพาะคนเมืองที่มีเวลาเป็นตัวกดดัน การฝากท้องไว้กับอาหารกล่องแช่แข็งจึงเป็นทางเลือกที่เลี่ยงไม่ได้…ทำให้เตาอบ ไมโครเวฟ กลายเป็นแม่ครัวประจำบ้านที่พร้อมเสริฟเมนูจานร้อนโดยใช้เวลาเพียง ไม่กี่นาที
การอุ่นอาหารแช่แข็งให้ร้อนจากการทำงานของไมโครเวฟ มีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด
ผศ.ดร.จิรารัตน์ ทัตติยกุลภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงเรื่องนี้ให้ฟังว่า ไมโครเวฟ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าภายในเตาไมโครเวฟ จะมีส่วนประกอบสำคัญคือ แมกนิตรอนที่เป็นตัวกำเนิดคลื่นไมโครเวฟ โดยไมโครเวฟที่ใช้กันจะมีอยู่ 2 ช่วงความถี่คลื่นคือ 2,450 เมกะเฮิรตซ์ กับความถี่คลื่น 950 เมกะเฮิรตซ์ จะเป็นเตาไมโครเวฟที่ใช้ในครัวเรือน
“คลื่นไมโครเวฟดังกล่าวจะพุ่งเข้าสู่อาหารทุกทิศทุกทางโดยรอบของเตาไมโครเวฟ เมื่อคลื่นไปกระทบอาหาร ทำให้โมเลกุล หรืออนุภาคที่มีประจุ เช่น น้ำ ที่มีทั้งประจุบวกและประจุลบในโมเลกุล หรือ อิออนของเกลือที่มีประจุบวก หรือ ประจุลบเกิดการสั่นหรือเคลื่อนที่ กลับไปกลับมา ในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยความถี่ 2,450 เมกะเฮิรตซ์ หรือ เท่ากับ 2,450 ล้านครั้งต่อวินาที ทำให้เกิดการเสียดสีกันของโมเลกุลที่เป็นองค์ประกอบของอาหาร จึงเกิดความร้อนและทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เวลาที่ใช้ในการประกอบอาหารจึงสั้นกว่าการใช้เตาแบบธรรมดา ทำให้ผู้คนหันมาใช้ไมโครเวฟในการอุ่นอาหารกันมากเพราะประหยัดเวลาไปได้มาก”
ความร้อนของเตาไมโครเวฟจะเพิ่มขึ้นเร็วขึ้นหรือช้าลงนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้น หรือปริมาณเกลือ รูปร่าง จำนวน และมวลของอาหารที่ใส่เข้าไป โดยปกติการให้ความร้อนโดยไมโครเวฟ  จะทำให้ทุกจุดในอาหารมีความร้อนเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอกันแต่สำหรับอาหารที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมหรือมีขอบ อาจสุกที่บริเวณขอบและเหลี่ยมก่อนได้ เนื่องจาก ได้รับคลื่นไมโครเวฟ 2 หรือ 3 ด้านพร้อมกัน
“การทำงานของไมโครเวฟคือ การชักนำให้โมเลกุลและอนุภาคที่มีประจุเคลื่อนที่เสียดสีกันจนเกิดความร้อนขึ้นมา เมื่อปิดสวิตช์ของเตาไมโครเวฟลง จะไม่มีคลื่นไมโครเวฟหลงเหลืออยู่ในอาหาร จะเหลือแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คลื่นไมโครเวฟทำงาน ซึ่งก็คือความร้อนในอาหารเท่านั้น อาหารจึงไม่มีสิ่งตกค้างอย่างที่หลายๆคนเป็นกังวลกัน เพราะไมโครเวฟ ไม่ได้ก่อให้เกิดสารปนเปื้อน ไม่ได้ชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแตกตัวของโมเลกุล จึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย”
รวมทั้งการจ้องมองในขณะที่ไมโครเวฟทำงานอยู่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายแต่อย่างใด เพราะจริงๆแล้วการทำงานของไมโครเวฟไม่ได้มีแสงเกิดขึ้นแต่แสงที่เห็นภายในเตาไมโครเวฟนั้นเป็นแสงมาจากหลอดไฟที่ผู้ผลิตติดตั้งไว้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นวัตถุภายในไมโครเวฟ แต่ไม่ควรจ้องมองเป็นเวลานานจนเกินไป
ทั้งนี้สิ่งสำคัญไปกว่าการทำงานไมโครเวฟ คือ ภาชนะที่ใช้บรรจุอาหารใส่เข้าไปในไมโครเวฟ
ผศ.ดร.จิรารัตน์ กล่าวว่า ภาชนะที่ใช้กับไมโครเวฟควรเป็นภาชนะที่ทำจากวัสดุที่มีจุดหลอมเหลวสูง คือ มีการหลอมละลายช้า และทนต่อความร้อน จำพวกแก้ว เซรามิก รวมทั้งพลาสติกบางขนิดสามารถใช้ได้กับไมโครเวฟเพราะถ้าหากใช้พลาสติกที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ  เมื่อไมโครเวฟทำงาน เกิดความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้พลาสติกหลอมละลายได้หรืออาจทำให้สารอื่นๆ ที่อยู่ในภาชนะนั้น ปนเปื้อนออกมาในอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายกับผู้บริโภค
โดยพลาสติกที่สามารถนำมาใช้กับไมโครเวฟได้ จะเป็นพลาสติกที่อยู่ในกลุ่มของ พอลิโพรพิลีน (Poly-propylene:PP)หรือที่เรียกกันติดปากว่า”เพ็ท”(PET) ซึ่งจะมีสัญลักษณ์อยู่ใต้บรรจุภัณฑ์ รวมทั้งต้องมีคำบ่งชี้ว่า ไมโครเวฟ เซฟ(Micro-wave Save) หรือ ไมโครเวฟเอเบิล(Microwave able)ระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์ด้วย ถึงจะนำมาใช้กับเตาอบไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย
“ในส่วนของภาชนะ ที่มีสีสันและลวดลายนั้น ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้กับเตาไมโครเวฟ เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่า สีที่นำมาใช้วาดลวดลายเหล่านั้น มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรหลีกเลี่ยงภาชนะที่มีการเคลือบลวดลายไว้ด้านใน ที่มีโอกาสสัมผัสกับอาหารอาจทำให้มีสารปนเปื้อนแพร่ลงสู่อาหารได้”
สำหรับผู้ที่นิยมบริโภคอาหารแช่แข็ง ตรงนี้ให้สังเกตุที่ใต้บรรจุภัณฑ์อาหารนั้นๆ ถ้ามีคำว่า ไมโครเวฟเอเบิล หรือ ไมโครเวฟเซฟ ส่วนใหญ่จะปลอดภัยซึ่งถ้ามีพลาสติกที่เคลือบอยู่ด้านบนเมื่อเปิดฝาออกมาแล้ว ให้เอาพลาสติกที่เคลือบนั้นออกให้หมด ก่อนที่จะนำเข้าไมโครเวฟ
หากเป็นบรรจุภัณฑ์ ชนิดที่ต้องมีการเจาะรูที่พลาสติกก่อนนำเข้าเตาไมโครเวฟ เพื่อไม่ให้กล่องระเบิดนั้น ถ้าไม่มั่นใจว่าพลาสติกที่ใช้บรรจุอาหาร ปลอดภัยให้นำอาหารออก มาใส่ภาชนะที่เป็นแก้วหรือเซรามิกก่อน แล้วค่อยนำไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ”ห้าม ใช้ภาชนะที่เป็นโลหะทุกชนิดกับเตาไมโครเวฟ หรือภาชนะที่มีขอบเป็นส่วนผสมของโลหะ  เพราะโลหะจะสะท้อนคลื่น ทำให้คลื่นไม่สามารถพุ่งผ่านไปได้และถ้ามีโลหะ 2 ชิ้น อยู่ใกล้กันอาจทำให้เกิด ประกายไฟในเตาอบไมโครเวฟขึ้นได้อีกด้วย”
นอกจากนี้ ไม่ควรใช้วัสดุจำพวกเมลามีน หรือฟิล์มพลาสติกถนอมอาหารหรือที่เรียกกันติดปากว่า แร็ป ในการห่ออาหารหรือหุ้มภาชนะก่อนจะเอาเข้าไมโครเวฟเนื่องจาก เมลามีน ดูดซับพลังงานจากไมโครเวฟได้ดี และอาจร้อนเร็วกว่าอาหาร ทำให้เกิดการหลอมละลายได้ง่าย ส่วนแร็ปเป็นพลาสติกชนิดที่หลอมเหลวได้ง่ายเช่นกัน จึงควรหลีกเลี่ยงเปลี่ยนเป็นใช้ฝาปิด ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้กับไมโครเวฟโดยเฉพาะดีกว่า มีความปลอดภัยมากกว่า
อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร แนะนำทิ้งท้ายว่า “ภาชนะที่ใส่อาหารแช่แข็งเมื่อนำไปอุ่นกับไมโครเวฟแล้ว ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำบ่อยๆ มีงานวิจัยพบว่ากล่องพลาสติกที่ถูกนำกลับมาใช้กับไมโครเวฟในจำนวนมากครั้ง จะมีความแข็งแรงและความคงทนต่อความร้อน และความปลอดภัย ลดลง แต่การแพร่ของสารที่ออกมาสู่อาหารได้จะมีมากขึ้น จึงควรนำกลับมาใช้เพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น แต่สามารถนำไปใส่อาหารหรือเก็บอาหารแทนได้
ที่มา : มุมวาไรตี้ เดลินิวส์ออนไลน์

Add your thoughts
  • พฤษภาคม 1, 2022 at 4:17 pm
    ตอบกลับ

    Itís hard to come by well-informed people in this particular subject, however, you seem like you know what youíre talking about! Thanks